“ปกรณ์ นิลประพันธ์” เปิดแนวคิดปฏิรูประบบราชการไทย เตรียมปรับโครงสร้างกำลังคน ระบบจ้างงาน ค่าตอบแทน และสวัสดิการให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ พร้อมศึกษาทางเลือกด้านบำนาญสำหรับข้าราชการรุ่นใหม่ และแนวทางบริหารงบประมาณค่ารักษาพยาบาล คาดเสนอคณะรัฐมนตรีภายในเดือนตุลาคม 2569

อาจารย์ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยแนวทางการปฏิรูประบบราชการ โดยระบุว่า การปรับระบบครั้งนี้จะมุ่งไปไกลกว่าการยุบหรือย้ายหน่วยงาน แต่จะทบทวนตั้งแต่จำนวนบุคลากร รูปแบบการจ้างงาน ระบบค่าตอบแทน ไปจนถึงสวัสดิการของข้าราชการ

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการควบคุมอัตรากำลังภาครัฐ โดยกำหนดจำนวนบุคลากรที่มีอยู่เป็นกรอบและทบทวนตำแหน่งที่อาจใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะงานธุรการและงานที่สามารถเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัลได้

ขณะเดียวกัน มีแนวคิดว่าเมื่อข้าราชการเกษียณหรือลาออก ตำแหน่งดังกล่าวอาจไม่ถูกเปิดรับใหม่โดยอัตโนมัติ ยกเว้นตำแหน่งที่มีความจำเป็นต่อการให้บริการประชาชน เช่น แพทย์และพยาบาล เพื่อให้โครงสร้างกำลังคนของภาครัฐสอดคล้องกับภารกิจจริงมากขึ้น

อีกประเด็นคือการปรับรูปแบบการจ้างงาน โดยมีการศึกษาแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถใช้การจ้างงานตามภารกิจหรือลักษณะงานมากขึ้น แทนการยึดรูปแบบการจ้างงานระยะยาวเพียงรูปแบบเดียว

ทางเลือกค่าตอบแทนและบำนาญ

สำหรับประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือระบบบำนาญ โดยปกรณ์ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายในการตัดสิทธิข้าราชการเดิมหรือผู้ที่ใกล้เกษียณ ซึ่งยังคงได้รับสิทธิตามระบบเดิม

ส่วนข้าราชการรุ่นใหม่ มีการศึกษาแนวทางออกแบบระบบค่าตอบแทนให้มีทางเลือกมากขึ้น โดยอาจเปิดให้บางกลุ่มเลือกรับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่สูงขึ้นแทนการรับสิทธิประโยชน์บางส่วนในอนาคต เพื่อให้สามารถนำเงินไปออมและลงทุนด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน ข้าราชการบางช่วงอายุอาจมีทางเลือกในการอยู่ในระบบบำนาญเดิมหรือเลือกรูปแบบค่าตอบแทนใหม่ ทั้งนี้ รายละเอียดของระบบดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาและออกแบบ

แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากระบบค่าตอบแทนแบบเดียวสำหรับทุกคน ไปสู่ระบบที่มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการของบุคลากรแต่ละกลุ่ม

ศึกษาระบบประกันสุขภาพข้าราชการ คุมค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล

อีกด้านที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือการบริหารงบประมาณด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยมีแนวคิดนำระบบประกันสุขภาพเข้ามาเป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่าย

แนวทางหนึ่งคือให้ภาครัฐกำหนดวงเงินหรือเบี้ยประกันพื้นฐานสำหรับข้าราชการ และเปิดให้ใช้บริการกับสถานพยาบาลเอกชนได้ ขณะที่ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองเพิ่มเติมสามารถเลือกซื้อสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนต่างเอง

แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ภาครัฐสามารถคาดการณ์และควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงลดความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐ

เปิดทาง Early Retirement และปรับระบบบริหารกำลังคน

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเปิดทางให้ข้าราชการบางกลุ่มสามารถสมัครใจออกจากราชการก่อนกำหนด หรือ Early Retirement โดยมีมาตรการจูงใจ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรที่มีประสบการณ์สามารถนำทักษะไปต่อยอดในภาคธุรกิจหรือภาคส่วนอื่น

ในส่วนของการบริหารบุคลากรระดับสูง มีแนวคิดให้สามารถโยกย้ายผู้บริหารข้ามหน่วยงานหรือข้ามกระทรวงได้มากขึ้น เพื่อให้การบริหารกำลังคนมีความยืดหยุ่น และลดข้อจำกัดจากโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการแบบเดิม

ทั้งนี้ แนวทางปฏิรูปทั้งหมดอยู่ระหว่างการรวบรวมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และกรมบัญชีกลาง ก่อนจัดทำรายละเอียดและเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอน

หากเดินหน้าตามกรอบดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่โครงสร้างกระทรวงหรือกรม แต่ครอบคลุมถึงวิธีการทำงาน การจ้างงาน ค่าตอบแทน บำนาญ และสวัสดิการ ซึ่งเป็นระบบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้าราชการและงบประมาณภาครัฐในระยะยาว

ประเด็นสำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่รายละเอียดของมาตรการ โดยเฉพาะเงื่อนไขของระบบบำนาญ ทางเลือกสำหรับข้าราชการแต่ละช่วงวัย และรูปแบบการประกันสุขภาพ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะส่งผลต่อบุคลากรภาครัฐและงบประมาณแผ่นดินอย่างไร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *