ไทยเร่ง Smart City 227 ข้อเสนอ นักวิจัยชี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่จำนวนเซนเซอร์ แต่คือ “ระบบพลังงาน–ข้อมูล–คน” ที่ต้องทำงานร่วมกัน

Smart City & Data Center เป็นของคู่กันขาดไม่ได้ นักวิจัย เชื่อมบทเรียนจาก Grid Edge ระบบ LoRa การตรวจวัดคุณภาพอากาศ และเทคโนโลยีเทราเฮิรตซ์ เสนอไทยเร่งมาตรฐานเชื่อมต่อ ระบบทดสอบภายในประเทศ และกำลังคนข้ามสาขา รองรับการลงทุน EV กว่า 1.37 แสนล้านบาทและโครงสร้างพื้นฐานยุค 6G

ประเทศไทย กำลังเดินหน้าพัฒนาเมืองอัจฉริยะควบคู่กับการลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ความสำเร็จของ Smart City อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนกล้อง เซนเซอร์ หรือแพลตฟอร์มที่ติดตั้ง หากระบบพลังงาน เครือข่ายสื่อสาร และข้อมูลของเมืองยังไม่สามารถเชื่อมต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa ระบุว่า ณ เดือนมกราคม 2569 ประเทศไทยมีข้อเสนอแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะรวม 227 ข้อเสนอ แบ่งเป็นเมืองเดิม 220 เมือง และเมืองใหม่ 7 เมือง โดยมีเมืองที่ได้รับประกาศเป็นเมืองอัจฉริยะแล้ว 37 เมืองตามข้อมูลเดือนสิงหาคม 2568 และอีก 190 เมืองอยู่ในสถานะเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ สะท้อนว่าโจทย์ระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโครงการ แต่คือการทำให้เทคโนโลยีจากหลายระบบสามารถเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้จริง

ดร.รุ่งรัฐ วิรติกุล วิศวกรไฟฟ้าและโทรคมนาคม สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2569 มองว่า เมืองอัจฉริยะควรถูกประเมินจากความสามารถในการนำข้อมูลมาแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการวัดจากจำนวนอุปกรณ์ที่ติดตั้ง เพราะเมืองจะฉลาดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อระบบต่าง ๆ สามารถสื่อสารกัน ใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ และเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจที่สร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้จริง

EV 1.37 แสนล้านบาท ดัน Grid Edge สู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
หนึ่งในประสบการณ์วิจัยของ ดร.รุ่งรัฐ คือการมีส่วนสนับสนุนโครงการศึกษาทิศทางเทคโนโลยี Grid Edge ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย RE100 การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานเมืองอัจฉริยะ และการพัฒนาทักษะกำลังคน โดยมีบทบาทด้านการประเมินเทคโนโลยีการสื่อสาร วิเคราะห์งานวิจัย และจัดทำข้อมูลทางเทคนิคสำหรับคณะทำงานจากหลายสาขา

Grid Edge คือพื้นที่รอยต่อระหว่างโครงข่ายไฟฟ้ากับผู้ใช้พลังงาน ตั้งแต่บ้าน อาคาร โรงงาน พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน รถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ ไปจนถึงมิเตอร์และอุปกรณ์ตรวจวัด ความสำคัญของระบบดังกล่าวเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของ EV โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV จำนวน 198 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ตลอดจนสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่

เฉพาะกลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่มีมูลค่าการลงทุน 9,788 ล้านบาท จำนวน 42 โครงการ และมีแผนติดตั้งหัวชาร์จมากกว่า 22,900 หัวทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วมากกว่า 10,000 หัว การขยายตัวดังกล่าวทำให้โครงข่ายไฟฟ้าในอนาคตต้องทำหน้าที่มากกว่าการส่งกระแสไฟในทิศทางเดียว แต่ต้องสามารถรับข้อมูล วิเคราะห์ภาระการใช้ไฟ และตอบสนองต่อรูปแบบการผลิตและใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

“ระบบพลังงานและโทรคมนาคมกำลังแยกจากกันไม่ได้อีกต่อไป เพราะโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคตไม่ได้ส่งเพียงพลังงาน แต่ต้องรับและตอบสนองต่อข้อมูลตลอดเวลา”

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ Smart Mobility โดย ดร.รุ่งรัฐ เคยมีส่วนร่วมในโครงการ 5G V2X Technologies for Autonomous Cars ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับสำนักงาน กสทช. ครอบคลุมการวางแผนและทดสอบระบบ การจำลอง วิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนงานด้านสายอากาศและระบบสื่อสารที่นำไปทดสอบร่วมกับรถต้นแบบจริง สะท้อนว่า Smart City ไม่ได้มีเพียงมิติด้านพลังงานหรือเซนเซอร์ แต่ยังรวมถึงระบบการเดินทางที่ต้องเชื่อมรถ ถนน เครือข่าย และระบบควบคุมให้ทำงานร่วมกัน

ข้อมูลคุณภาพอากาศต้องเดินทางกลับมาได้ จึงจะสร้างประโยชน์ต่อเมือง
อีกหนึ่งโจทย์ของ Smart City คือการติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเซนเซอร์ราคาประหยัดในชุมชน โรงเรียน อาคาร หรือพื้นที่ห่างไกล ดร.รุ่งรัฐมีส่วนร่วมในงานวิจัยระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ใช้ IoT และระบบสื่อสาร LoRa เพื่อแก้ปัญหาการส่งข้อมูลระยะไกล รวมถึงศึกษาการแพร่กระจายสัญญาณ การวางตำแหน่งเกตเวย์ และการครอบคลุมพื้นที่ภายในอาคารหลายชั้น

ความต่อเนื่องของข้อมูลดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับต้นทุนด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยธนาคารโลกประเมินจากข้อมูลปี 2562 ว่า มลพิษ PM2.5 มีความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 32,211 รายจากมลพิษทางอากาศภายนอกอาคาร และอีก 7,449 รายจากมลพิษภายในครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 32,841 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6% ของ GDP ไทยในปีดังกล่าว [3]

ดร.รุ่งรัฐ กล่าวว่า เซนเซอร์ราคาถูกอาจติดตั้งได้เป็นพันจุด แต่หากข้อมูลเดินทางกลับมาไม่ได้ เราก็มีเพียงอุปกรณ์จำนวนมากที่ยังไม่สามารถสร้างความรู้ให้กับเมือง

เร่ง 3 ขีดความสามารถ เปลี่ยนการลงทุนเทคโนโลยีเป็นมูลค่าในประเทศ
จากประสบการณ์วิจัยตั้งแต่ Grid Edge, Smart Mobility, ระบบเซนเซอร์ ไปจนถึงเทราเฮิรตซ์ ดร.รุ่งรัฐมองว่า ไทยควรเร่งพัฒนาอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ 1) มาตรฐานการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบ 2) ห้องปฏิบัติการ ระบบทดสอบ การสอบเทียบ และมาตรฐานการตรวจวัดภายในประเทศ และ 3) บุคลากรที่สามารถทำงานข้ามสาขา เชื่อมองค์ความรู้ด้านพลังงาน โทรคมนาคม ข้อมูล และความปลอดภัยของระบบ

บทเรียนจากโครงการ 5G V2X สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะระบบยานยนต์อัตโนมัติหนึ่งระบบต้องอาศัยทั้งวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ด้านการประมวลผลและโครงข่าย วิศวกรรมเครื่องกลและโยธาด้านตัวรถและสภาพแวดล้อม รวมถึงวิศวกรรมไฟฟ้าและโทรคมนาคมด้านระบบสื่อสาร สัญญาณ และสายอากาศ ระบบอัจฉริยะจึงต้องอาศัยบุคลากรที่สามารถทำงานร่วมกันในระดับระบบ ไม่ใช่เฉพาะความเชี่ยวชาญของสาขาใดสาขาหนึ่ง

“ประเทศ ที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะ ไม่ควรถามเพียงว่าจะซื้อเทคโนโลยีอะไร แต่ควรถามด้วยว่า เรามีความสามารถมากพอหรือไม่ที่จะทดสอบ ปรับใช้ ตรวจสอบ และพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง”
เขามองว่า ความสามารถของประเทศในระยะยาว จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่ต้องรวมถึงการมีห้องปฏิบัติการ ระบบทดสอบ การสอบเทียบ มาตรฐาน และบุคลากรที่สามารถประเมินได้ว่าเทคโนโลยีทำงานจริง มีความน่าเชื่อถือ และเหมาะกับบริบทการใช้งานหรือไม่ ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่นำไปใช้ได้ทั้ง Smart City, EV, ระบบเซนเซอร์ และเทคโนโลยีการสื่อสารยุคใหม่

ดร.รุ่ง ย้ำด้วยว่า ในยุคที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ได้ สิ่งที่สังคมต้องการมากขึ้นกลับเป็นปัญญาของมนุษย์ คนที่รู้ว่าเมื่อไรควรเชื่อ เมื่อไรควรตั้งคำถาม และเมื่อไรต้องหยุดระบบก่อนความผิดพลาด จะกระทบชีวิตจริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

You missed