ตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหน่วยความจำ DRAM และ NAND ซึ่งกำลังส่งผลต่อแผนการผลิตและต้นทุนของผู้ผลิตมือถือทั่วโลก

ล่าสุด TrendForce รายงานว่า แม้ตลาดจอสมาร์ตโฟนจะยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการของ Apple และ Samsung รวมถึงตลาดเครื่องมือสองและตลาดซ่อม แต่ภาพรวมการจัดส่งแผงหน้าจอสมาร์ตโฟนทั่วโลกในปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.25 พันล้านชิ้น ลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับปี 2025 ซึ่งถือว่าการหดตัวน้อยกว่าที่ TrendForce เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

ต้นทุนหน่วยความจำกลายเป็นปัญหาใหญ่

ปัจจัยสำคัญที่กำลังกระทบอุตสาหกรรมมือถือคือราคาหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้น

หน่วยความจำเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของสมาร์ตโฟน และการปรับตัวขึ้นของราคา DRAM และ NAND ทำให้ผู้ผลิตต้องตัดสินใจว่าจะขึ้นราคาสมาร์ตโฟน ลดสเปก หรือยอมลดกำไรของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ TrendForce ระบุว่า ต้นทุนหน่วยความจำสำหรับสมาร์ตโฟนระดับทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง และสัดส่วนต้นทุนหน่วยความจำต่อราคาชิ้นส่วนรวมของเครื่อง หรือ BOM เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากต้องปรับแผนการผลิตและราคา

Apple และ Samsung ยังได้เปรียบ

แม้ตลาดโดยรวมจะชะลอตัว แต่ Apple และ Samsung ยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าผู้ผลิตหลายราย

เหตุผลสำคัญคือทั้งสองแบรนด์มีสัดส่วนสินค้าระดับกลางถึงระดับพรีเมียมสูง ทำให้มีความสามารถในการรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่าแบรนด์ที่เน้นมือถือราคาประหยัด

โดยเฉพาะ Apple ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้อยกว่า ทำให้บริษัทมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากกว่าผู้ผลิตที่เน้นตลาดระดับเริ่มต้น

ขณะเดียวกัน Samsung มีข้อได้เปรียบจากการเป็นทั้งผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ ทำให้มีความสามารถในการบริหารห่วงโซ่อุปทานได้ดีกว่าคู่แข่งบางราย

ตลาดจอมือถือกำลังเปลี่ยน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความต้องการหน้าจอสมาร์ตโฟนกำลังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจนขึ้น

กลุ่มแรกคือ AMOLED ซึ่งยังเติบโตต่อเนื่องในมือถือระดับกลางและระดับไฮเอนด์ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการหน้าจอที่มีคุณภาพสูงขึ้น

อีกกลุ่มคือ a-Si LCD ซึ่งยังมีความต้องการสูงในมือถือราคาประหยัด รวมถึงตลาดเครื่องมือสองและตลาดซ่อม เพราะมีต้นทุนต่ำกว่า AMOLED

TrendForce ระบุว่าความต้องการจากตลาดเครื่องมือสองและตลาดซ่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดแผงหน้าจอในปีนี้ แม้ตลาดสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่จะชะลอตัวก็ตาม

BOE ยังเป็นผู้ผลิตจอรายใหญ่

ในไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทจีนอย่าง BOE ยังคงเป็นผู้ผลิตแผงหน้าจอสมาร์ตโฟนรายใหญ่ที่สุด โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 26.1%

ตลาดยังมีผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Samsung Display และ TCL CSOT แข่งขันกันอย่างเข้มข้น

การแข่งขันของผู้ผลิตจอมีความสำคัญต่อราคาสมาร์ตโฟน เพราะต้นทุนหน้าจอเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของต้นทุนเครื่อง โดยเฉพาะมือถือระดับกลางและระดับพรีเมียมที่ใช้จอ AMOLED

แล้วผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

สิ่งที่ผู้บริโภคอาจเห็นได้ชัดที่สุดคือราคาสมาร์ตโฟนอาจสูงขึ้น

หากราคาหน่วยความจำยังอยู่ในระดับสูง ผู้ผลิตมีทางเลือกหลัก ๆ อยู่ 3 ทาง

ทางเลือกที่ 1 – ขึ้นราคามือถือ

ผู้ผลิตสามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคโดยตรง แต่มีความเสี่ยงว่าผู้บริโภคจะชะลอการเปลี่ยนเครื่อง

ทางเลือกที่ 2 – ลดสเปก

ผู้ผลิตอาจลดความจุ RAM หรือ Storage ในบางรุ่นเพื่อควบคุมราคา แต่ก็อาจทำให้สินค้าน่าสนใจน้อยลง

ทางเลือกที่ 3 – ยอมลดกำไร

โดยเฉพาะแบรนด์ระดับพรีเมียมอาจเลือกแบกรับต้นทุนบางส่วนเพื่อรักษาราคาและส่วนแบ่งตลาด

สำหรับ Apple มีรายงานว่า iPhone รุ่นใหม่อาจเผชิญต้นทุน BOM ที่เพิ่มขึ้นจากราคาชิ้นส่วน โดย TrendForce ประเมินก่อนหน้านี้ว่าต้นทุน BOM ของ iPhone 18 รุ่นความจุ 256GB อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตลาดมือถือไม่ได้เจอปัญหาแค่ต้นทุน

ปัญหาของตลาดสมาร์ตโฟนไม่ได้มีเพียงเรื่องต้นทุนชิ้นส่วนเท่านั้น

ผู้บริโภคจำนวนมากยังรู้สึกว่าสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นเดิมมากพอที่จะทำให้ต้องรีบเปลี่ยนเครื่อง

อายุการใช้งานของสมาร์ตโฟนจึงยาวขึ้น ส่งผลให้รอบการเปลี่ยนเครื่องยืดออก

TrendForce มองว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างดังกล่าวอาจยังคงกดดันตลาด แม้ราคาหน่วยความจำจะกลับมาทรงตัวในอนาคต

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

ช่วงปลายปี 2026 จะเป็นช่วงสำคัญของตลาด เพราะผู้ผลิตรายใหญ่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่

Apple กำลังเตรียมเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ในวันที่ 9 กันยายน 2026 ขณะที่ตลาดกำลังจับตาว่า Apple จะสามารถควบคุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร และราคาขายปลีกของรุ่นใหม่จะเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน

หากต้นทุนหน่วยความจำยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผู้ผลิตอาจต้องปรับทั้งราคา สเปก และจำนวนเครื่องที่ผลิต

สรุป

ตลาดสมาร์ตโฟนปี 2026 กำลังเข้าสู่ช่วงที่ผู้ผลิตต้องบริหารต้นทุนอย่างหนัก

แม้ล่าสุด TrendForce คาดว่าการจัดส่งแผงหน้าจอสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะลดลง 2.5% เหลือประมาณ 2.25 พันล้านชิ้น แต่ปัญหาราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้นยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่ออุตสาหกรรม

Apple และ Samsung มีแนวโน้มรับมือได้ดีกว่าผู้ผลิตที่เน้นมือถือราคาประหยัด เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมและมีอำนาจในการบริหารต้นทุนมากกว่า

ส่วนผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับมือถือที่ราคาแพงขึ้น หรือสเปกที่ถูกปรับเพื่อควบคุมต้นทุน

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือช่วงเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี ว่าผู้ผลิตจะเลือกขึ้นราคา ลดสเปก หรือยอมลดกำไร เพื่อรักษายอดขายของตัวเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

You missed