หลังน่านเผชิญน้ำท่วมใหญ่ 2 ระลอก โจทย์การฟื้นเศรษฐกิจไม่ได้อยู่แค่การซ่อมถนนและสาธารณูปโภค แต่รวมถึงการออกแบบเมืองให้รับมือกับน้ำในอนาคต ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่น่าสนใจ เพราะใช้พื้นที่สาธารณะบางประเภทเป็นพื้นที่รองรับน้ำชั่วคราวเมื่อเกิดฝนตกหนัก
เมื่อพูดถึงการป้องกันน้ำท่วม ภาพที่มักนึกถึงคือเขื่อน ประตูระบายน้ำ หรืออุโมงค์ขนาดใหญ่ แต่ในญี่ปุ่นมีการใช้แนวทางที่ผสมผสานโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับพื้นที่เมือง โดยออกแบบพื้นที่บางแห่งให้สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ใช้งานทั่วไปในภาวะปกติ และเปลี่ยนเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำชั่วคราวเมื่อเกิดฝนตกหนัก
แนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการน้ำท่วมในเขตเมือง ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการใช้มาตรการหลายรูปแบบร่วมกัน ทั้งโครงสร้างป้องกันน้ำ พื้นที่กักเก็บน้ำ และระบบระบายน้ำ เพื่อรับมือกับฝนตกหนักที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น
ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงคือการใช้ สวน สนามกีฬา และพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ โดยในช่วงเวลาปกติประชาชนยังสามารถใช้พื้นที่เหล่านี้ทำกิจกรรมได้ แต่เมื่อเกิดฝนตกหนัก พื้นที่จะถูกใช้เพื่อกักเก็บหรือชะลอน้ำ ก่อนปล่อยเข้าสู่ระบบระบายน้ำในจังหวะที่เหมาะสม
แนวคิดนี้มีข้อได้เปรียบสำคัญ คือไม่จำเป็นต้องจัดหาที่ดินใหม่ทั้งหมดเพื่อสร้างโครงสร้างป้องกันน้ำ แต่สามารถออกแบบพื้นที่ที่มีอยู่แล้วให้มี “หน้าที่ที่สอง” คือเป็นพื้นที่สาธารณะในวันปกติ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันน้ำท่วมในวันที่เกิดภัย

ธนาคารโลกยกญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำท่วมในเมือง โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบระบายน้ำ การวางผังเมือง และพื้นที่สำหรับรองรับน้ำ (worldbank.org)
ถ้านำแนวคิดนี้มามอง “เมืองน่าน”
สำหรับน่าน แนวคิดที่น่าสนใจอาจไม่ใช่การสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ในทุกพื้นที่ แต่เป็นการสำรวจว่า พื้นที่สาธารณะใดสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราวได้
สวนสาธารณะ สนามกีฬา สนามโรงเรียน พื้นที่ราชการ หรือพื้นที่ว่างบางแห่ง อาจถูกออกแบบให้มีระดับพื้นที่และทางระบายน้ำที่เหมาะสม เพื่อรองรับน้ำในช่วงที่ระบบระบายน้ำหลักมีปริมาณน้ำเกินความสามารถ
แนวคิดนี้ต้องพิจารณาตามภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ทุกแห่งจะเหมาะกับการทำเป็นพื้นที่รับน้ำ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัย การปนเปื้อน และการระบายน้ำออกหลังสถานการณ์คลี่คลาย
แต่หากออกแบบอย่างเหมาะสม พื้นที่หนึ่งสามารถสร้างประโยชน์ได้สองด้าน คือเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนในภาวะปกติ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำในภาวะฉุกเฉิน
ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ
เหตุผลที่แนวคิดนี้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะความเสียหายจากน้ำท่วมไม่ได้เกิดเฉพาะบริเวณที่น้ำท่วมโดยตรง แต่ยังเกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงัก
ร้านค้าอาจเปิดไม่ได้ การขนส่งติดขัด นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง โรงงานหรือธุรกิจบริการต้องหยุดดำเนินการ ขณะที่ครัวเรือนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและทำความสะอาด
หากพื้นที่รับน้ำสามารถลดระดับน้ำหรือชะลอการไหลเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจได้ แม้เพียงบางส่วน ก็อาจช่วยลดความเสียหายและทำให้เมืองกลับมาเปิดกิจการได้เร็วขึ้น
ดังนั้น การลงทุนด้านการจัดการน้ำจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณูปโภค แต่เป็น การลงทุนเพื่อรักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจเมือง
สิ่งที่น่านต้องศึกษาก่อนทำจริง
อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดจากญี่ปุ่นมาใช้ในน่านต้องเริ่มจากข้อมูล ไม่ใช่การคัดลอกโครงการ
สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ น้ำไหลมาจากทางไหน จุดใดเป็นพื้นที่ต่ำ จุดใดเป็นทางน้ำเดิม จุดใดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ และหากเกิดฝนตกหนักระดับต่าง ๆ น้ำจะเคลื่อนตัวอย่างไร
จากนั้นจึงค่อยพิจารณาว่า พื้นที่สาธารณะใดเหมาะกับการทำหน้าที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ และต้องลงทุนปรับปรุงอะไรบ้าง ตั้งแต่ระดับพื้น ระบบระบายน้ำ ทางน้ำเข้า–ออก ไปจนถึงระบบแจ้งเตือนประชาชน
สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือพื้นที่รับน้ำต้องมีระบบบริหารจัดการที่ชัดเจนว่า เมื่อไรจะเปิดใช้งาน ใครเป็นผู้สั่งการ และหลังน้ำลดใครรับผิดชอบการฟื้นฟูพื้นที่
จาก “เมืองที่กันน้ำ” สู่ “เมืองที่ออกแบบให้รับน้ำ”
บทเรียนจากญี่ปุ่นสะท้อนว่า การจัดการน้ำในเมืองยุคใหม่อาจไม่สามารถพึ่งโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้พื้นที่ทั้งเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับน่าน หลังเผชิญน้ำท่วมใหญ่ 2 ระลอก นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ต้องกลับมามองเมืองใหม่ว่า พื้นที่ใดควรป้องกัน พื้นที่ใดควรชะลอน้ำ และพื้นที่ใดสามารถรับน้ำได้โดยไม่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและเศรษฐกิจ
หากทำได้ การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการซ่อมสิ่งที่เสียหาย แต่เป็นโอกาสในการลงทุนสร้างเมืองที่สามารถรับมือกับน้ำได้ดีขึ้น
เพราะเป้าหมายสุดท้ายของการจัดการน้ำไม่ใช่การทำให้เมือง “ไม่มีน้ำ” แต่คือการทำให้เมื่อมีน้ำมา เมืองยังสามารถเดินต่อได้