ตลาดค้าปลีกไทยยังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้น ขณะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การตัดสินใจซื้อไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเข้าร้าน ซื้อสินค้าเพิ่ม และกลับมาซื้อซ้ำ
ข้อมูลจากการศึกษา THAI SMARTSUMER 2026 ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุว่า ผู้บริโภคไทยในทุกเจเนอเรชันกว่า 90–97% มีการคิดและพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ 71% ใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา และประกอบการตัดสินใจ สะท้อนพฤติกรรมที่เปลี่ยนจากการมองหาเพียง “โปรโมชั่นที่ถูกที่สุด” ไปสู่การเลือกซื้ออย่างมีเหตุผลและวางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น
ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้เล่นในธุรกิจค้าปลีกจึงเริ่มให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่สร้างทั้งความคุ้มค่าและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค โดยเฉพาะ Gamification ที่นำกลไกของเกม เช่น การสะสม การปลดล็อกสิทธิ์ และการให้รางวัล มาใช้กับโปรโมชั่น เพื่อเพิ่มความถี่ในการซื้อและสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ต่อยอดแคมเปญ “แปะอะไรก็ลด” หลังผลการดำเนินงานช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า กลไกการให้ลูกค้าเลือกเองว่าจะใช้ส่วนลดกับสินค้าใด สามารถสร้างการมีส่วนร่วมและกระตุ้นพฤติกรรมการซื้อได้ โดยในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 มูลค่ายอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ย (Average Basket Size) เพิ่มขึ้น 15% ความถี่ในการซื้อซ้ำเพิ่มขึ้น 16% ขณะที่จำนวนลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญเพิ่มขึ้น 22% และลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 13%
ท็อปส์ระบุว่า ผลดังกล่าวทำให้บริษัทเลือกเดินหน้ากลยุทธ์เดิม แต่เพิ่มกลไก Gamification เข้าไปมากขึ้น พร้อมแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการตลาดของแคมเปญ เพื่อรักษาความแตกต่างของรูปแบบการทำตลาด ขณะที่เป้าหมายทางธุรกิจของแคมเปญรอบใหม่คือการผลักดันยอดขายเติบโต 30%
สำหรับแคมเปญใหม่ “ท็อปส์ แปะอะไรก็ลด พลัส” ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม–30 กันยายน 2569 ใช้กลไกการสะสมสติ๊กเกอร์และการปลดล็อกสิทธิประโยชน์เป็นเครื่องมือกระตุ้นการซื้อ โดยแบ่งระยะการใช้สิทธิ์ออกเป็น 3 รอบ เพื่อให้ลูกค้าวางแผนการใช้ส่วนลดได้ตามช่วงเวลา
กลไกหลักยังคงอยู่ที่การให้ลูกค้าเป็นผู้เลือกว่าจะนำส่วนลดไปใช้กับสินค้าใด โดยลูกค้าจะได้รับสติ๊กเกอร์ส่วนลดตามยอดซื้อ ตั้งแต่ยอดซื้อทุก 200 บาท, 400 บาท, 800 บาท และ 1,500 บาท พร้อมส่วนลดสูงสุด 20% ตามเงื่อนไขของแคมเปญ ขณะเดียวกันยังมี Brand Sticker Discount จากแบรนด์พันธมิตรมากกว่า 200 แบรนด์ ซึ่งให้ส่วนลดสูงสุด 30% สำหรับสินค้าและบริการที่ร่วมรายการ
นอกจากนี้ ยังเพิ่มกลไกให้ลูกค้าที่สะสม Brand Sticker Discount ครบทุก 10 ดวง สามารถรับสติ๊กเกอร์คูปองส่วนลดเพิ่ม 25% สำหรับการซื้อครั้งถัดไป โดยระบบจะบันทึกยอดสะสมผ่านหมายเลขสมาชิก The 1
ในมุมของกลยุทธ์ค้าปลีก แคมเปญดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนวิธีใช้โปรโมชั่นจากการ “ลดราคาเพื่อปิดการขาย” ไปสู่การใช้โปรโมชั่นเป็นเครื่องมือสร้างพฤติกรรม ทั้งการเพิ่มมูลค่าต่อตะกร้า ดึงลูกค้าใหม่ กระตุ้นการซื้อซ้ำ และเพิ่มความถี่ในการเข้าร้าน โดยใช้ความรู้สึกของการสะสมและการได้รับรางวัลเข้ามาช่วยสร้าง Engagement
นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการเลือกและวางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้การออกแบบโปรโมชั่นต้องตอบโจทย์มากกว่าการเสนอส่วนลด โดยแคมเปญ “แปะอะไรก็ลด” ใช้แนวคิด Customer Empowerment ให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจเลือกสินค้าที่ต้องการใช้ส่วนลด และนำ Gamification เข้ามาเพิ่มแรงจูงใจในการมีส่วนร่วม
สำหรับท็อปส์ การเดินหน้าต่อยอดแคมเปญดังกล่าวจึงเป็นทั้งเครื่องมือส่งเสริมการขายในช่วงครึ่งปีหลัง และการทดลองรูปแบบ Loyalty Marketing ที่มุ่งเชื่อมโปรโมชั่นเข้ากับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายจากแคมเปญ “ท็อปส์ แปะอะไรก็ลด พลัส” เติบโต 30% จากแคมเปญก่อนหน้า
การแข่งขันในตลาดค้าปลีกระยะต่อไปจึงมีแนวโน้มไม่ได้วัดกันเฉพาะว่าใครให้ส่วนลดมากกว่า แต่รวมถึงความสามารถในการทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “โปรโมชั่นนั้นคุ้มกับตัวเอง” และเปลี่ยนแรงจูงใจจากการซื้อครั้งเดียวให้กลายเป็นการกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการในช่วงที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น