กระแสหุ่นยนต์มนุษย์ หรือ Humanoid Robot กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังหลายสำนักวิจัยประเมินว่าตลาดอาจมีมูลค่าสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ขณะที่จีนกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบด้วยการพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์แบบครบวงจร ตั้งแต่ชิ้นส่วน กลไก ไปจนถึงระบบ AI
คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่ “เราจะผลิตหุ่นยนต์แข่งกับจีนได้หรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนในอุตสาหกรรมใหม่นี้”
หากมองตามความเป็นจริง ไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการขาดผู้พัฒนา AI ระดับโลก การไม่มีผู้ผลิตเซอร์โวมอเตอร์ ระบบขับเคลื่อน หรือชิปขั้นสูงในประเทศ รวมถึงการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาที่ยังห่างจากมหาอำนาจเทคโนโลยีอย่างจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีโอกาส
ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแรงจากการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้ามายาวนาน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีองค์ความรู้ใกล้เคียงกับห่วงโซ่การผลิตหุ่นยนต์สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ เซ็นเซอร์ แบตเตอรี่ หรือระบบอัตโนมัติในโรงงาน
ในช่วงต้นปี 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีจีน 5 ราย มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งฐานการผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์มนุษย์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทต่างชาติมองเห็นศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์แห่งอนาคต
ในอีกด้านหนึ่ง ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญโจทย์เดียวกับหลายประเทศทั่วโลก นั่นคือแรงงานภาคการผลิตเริ่มขาดแคลน ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับมือกับการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรตระหนักคือ หุ่นยนต์มนุษย์อาจไม่ใช่คำตอบแรกของโรงงานไทย
ในความเป็นจริง โรงงานจำนวนมากยังสามารถเพิ่มผลิตภาพได้อีกมากผ่านการใช้ระบบอัตโนมัติพื้นฐาน แขนกลอุตสาหกรรม หุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน (Cobots) และ AI สำหรับการตรวจสอบคุณภาพสินค้า ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ชัดเจนกว่า
ดังนั้น ความท้าทายของไทยในวันนี้จึงไม่ใช่การสร้าง “Tesla Bot เวอร์ชันไทย” แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวเข้าสู่ยุคการผลิตอัจฉริยะได้จริง
หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยอาจมีโอกาสมากกว่าในการเป็น “ศูนย์กลางการผลิตและบูรณาการระบบหุ่นยนต์ของอาเซียน” มากกว่าการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีต้นน้ำของโลก
เป้าหมายดังกล่าวอาจเริ่มจากการพัฒนาบุคลากรด้าน AI วิศวกรรมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ การดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลก การส่งเสริมงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคอุตสาหกรรม และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้
ในอดีต ไทยเคยใช้เวลาเกือบ 40 ปีสร้างสถานะการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค วันนี้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์อาจกำลังเป็นโอกาสครั้งใหม่