จากกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาทบางรุ่นที่อาจยังคงอยู่นอกระบบการเงินเป็นจำนวนมาก แนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือการนำมาตรการ ถอนธนบัตรออกจากการเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Demonetization) มาใช้เป็นเครื่องมือในการดึงเงินสดกลับเข้าสู่ระบบ
แนวทางดังกล่าวอาจออกแบบให้ประชาชนทั่วไปได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยประกาศล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน เช่น 1 ปี ให้ผู้ถือธนบัตรรุ่นที่กำหนดสามารถนำไปใช้ ฝาก หรือแลกเป็นธนบัตรรุ่นใหม่ได้ตามปกติ
เมื่อพ้นกำหนด ธนบัตรรุ่นดังกล่าวจึงสิ้นสถานะในการใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ทำให้เงินสดที่ไม่ได้ถูกนำกลับเข้าสู่ระบบไม่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ตามปกติอีกต่อไป
“คนทั่วไปแลกง่าย เงินก้อนใหญ่ตรวจเข้ม”
หัวใจของแนวคิดนี้ไม่ใช่การตรวจสอบประชาชนทุกคน แต่เป็นการแยกกระบวนการตามขนาดและลักษณะของเงิน
ผู้ที่มีธนบัตรเก่าในจำนวนทั่วไปสามารถนำไปแลกหรือฝากได้ตามขั้นตอนปกติ ขณะที่การนำเงินสดจำนวนมหาศาลมาแลกในช่วงเวลาที่กำหนด อาจเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการตรวจสอบแหล่งที่มาของทรัพย์สิน
แนวทางนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้าง “ประตูทางออก” ให้เงินสดกลับเข้าสู่ระบบ โดยไม่จำเป็นต้องติดตามธนบัตรแต่ละใบว่าเคยผ่านมือใครมาบ้าง
ไม่จำเป็นต้องตามหาแบงก์ทุกใบ
แม้ธนบัตรแต่ละใบจะมีหมายเลขประจำธนบัตร แต่การนำเลขดังกล่าวมาใช้เพื่อติดตามผู้ถือทุกคนตลอดเส้นทางอาจทำได้จำกัด เนื่องจากธนบัตรสามารถเปลี่ยนมือได้หลายครั้งโดยไม่มีการบันทึกชื่อผู้ถือทุกครั้ง
สิ่งที่มีประโยชน์มากกว่าคือการดูว่า เมื่อมีการถอนธนบัตรรุ่นดังกล่าวแล้ว เงินจำนวนมากถูกนำกลับเข้าสู่ระบบที่จุดใด และมีธุรกรรมหรือพฤติกรรมใดที่ควรตรวจสอบต่อ
ตัวอย่างเช่น หากมีเงินสดจำนวนมหาศาลถูกนำมาแลกหรือฝากในช่วงเวลาเดียวกัน ข้อมูลดังกล่าวอาจกลายเป็นเบาะแสสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบตามกฎหมาย
เงินที่ไม่กลับมาไม่ได้แปลว่าเป็นเงินผิดกฎหมายทั้งหมด
ประเด็นสำคัญคือ หากมีเงินจำนวนหนึ่งไม่ถูกนำกลับมาแลก ก็ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นเงินจากการทุจริตหรือธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะอาจมีสาเหตุอื่น เช่น ธนบัตรสูญหาย ถูกทำลาย ถูกเก็บเป็นของสะสม หรืออยู่ต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่า จากจำนวนธนบัตรที่คาดว่ายังอยู่นอกระบบ มีจำนวนเท่าใดที่ถูกนำกลับเข้าสู่ระบบจริง
เป้าหมายไม่ใช่ “ตามเงินทุกใบ” แต่ทำให้เงินก้อนใหญ่ต้องตัดสินใจ
หัวใจของข้อเสนอนี้จึงอยู่ที่การเปลี่ยนโจทย์จาก
“จะตามหาเงินสดที่หายไปอย่างไร?”
เป็น
“จะทำอย่างไรให้เงินสดจำนวนมหาศาลที่ซ่อนอยู่ต้องกลับมาอยู่ในระบบ หรือหมดประโยชน์ในการใช้จ่าย?”
สำหรับประชาชนทั่วไป หากได้รับเวลาที่เพียงพอและมีช่องทางแลกที่สะดวก ผลกระทบอาจอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผู้ถือเงินสดจำนวนมหาศาลจะมีทางเลือกน้อยลงเมื่อธนบัตรรุ่นดังกล่าวถูกถอนออกจากการใช้ชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม หากจะนำแนวคิดนี้ไปใช้จริง จำเป็นต้องพิจารณากฎหมาย ผลกระทบต่อประชาชน ระบบธนาคาร และมาตรการรองรับกรณีพิเศษอย่างรอบคอบ
Demonetization จึงอาจไม่ใช่ “เครื่องมือตามหาเงิน” โดยตรง แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้เงินสดก้อนใหญ่ที่อยู่นอกระบบต้องตัดสินใจว่าจะกลับเข้าระบบหรือยอมให้ธนบัตรหมดสถานะการใช้งาน