ตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ามากกว่า 1.1 ล้านล้านบาทต่อปี จากการขยายตัวของการซื้อขายออนไลน์และการใช้โซเชียลคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดส่วนใหญ่ยังถูกครอบครองโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ ทั้ง Shopee, TikTok Shop และ Lazada ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมเกือบทั้งหมด
แม้ผู้ขายจำนวนมากจะเป็นผู้ประกอบการไทย แต่รายได้จากค่าธรรมเนียม ค่าบริการ เทคโนโลยี และกำไรส่วนหนึ่งยังไหลกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ทำให้เกิดคำถามว่า ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตนเองที่สามารถแข่งขันได้หรือไม่
หนึ่งในชื่อที่ถูกจับตามองคือ Pantip Mall ซึ่งหากต้องการก้าวขึ้นมาเป็น Marketplace ของคนไทยอย่างจริงจัง จำเป็นต้องพัฒนาให้มากกว่าการเป็นเว็บไซต์ซื้อขายสินค้า แต่ต้องสร้างระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซที่ครบวงจรและตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมองว่า ความสำเร็จของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่จำนวนร้านค้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ระบบหลังบ้าน” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระบบจัดการคำสั่งซื้อ การบริหารสต๊อกสินค้า การชำระเงิน การเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการขนส่ง ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการใช้ AI เพื่อแนะนำสินค้าและเพิ่มยอดขาย
อีกปัจจัยสำคัญคือการพัฒนาเครื่องมือด้าน Live Commerce, Affiliate Marketing และ Open API เพื่อให้ร้านค้าสามารถเชื่อมต่อกับระบบ ERP, POS และคลังสินค้าได้อย่างสะดวก ซึ่งเป็นมาตรฐานที่แพลตฟอร์มระดับโลกต่างพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ Pantip Mall จุดแข็งที่แตกต่างจากคู่แข่งคือการมีฐานผู้ใช้งานจากชุมชนออนไลน์ของ Pantip ซึ่งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรีวิวสินค้ามาอย่างยาวนาน หากสามารถผสาน “Community + Content + Commerce” เข้าด้วยกัน เช่น ให้ผู้บริโภคอ่านรีวิวจากประสบการณ์จริงก่อนกดซื้อ หรือใช้ AI สรุปความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน ก็อาจสร้างความน่าเชื่อถือและประสบการณ์การซื้อสินค้าที่แตกต่างจาก Marketplace ทั่วไป
นักวิเคราะห์มองว่า หากประเทศไทยสามารถผลักดันให้เกิดแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีศักยภาพแข่งขันได้ในระยะยาว จะช่วยให้เม็ดเงินจากการซื้อขายออนไลน์หมุนเวียนอยู่ในประเทศมากขึ้น สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และเป็นอีกกลไกหนึ่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การลงทุนด้านเทคโนโลยี การสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค การดึงร้านค้าคุณภาพเข้าสู่ระบบ และการพัฒนาประสบการณ์ใช้งานให้สามารถแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลกได้ เพราะในตลาดอีคอมเมิร์ซยุคปัจจุบัน การมีแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบนิเวศที่ครบวงจรและตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกฝ่าย จึงจะมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็น Marketplace ของคนไทยได้อย่างแท้จริง.
