ThaiBev กำลังพิจารณาขายธุรกิจ KFC ในประเทศไทยที่บริหารผ่าน QSR of Asia (QSA) ซึ่งมีมากกว่า 500 สาขา
หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นหนึ่งในดีลซื้อขายธุรกิจร้านอาหารแฟรนไชส์ที่น่าจับตาของไทย แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าการขายเกิดขึ้นแล้ว และยังไม่มีการเปิดเผยผู้ซื้อหรือมูลค่าดีลอย่างเป็นทางการ
รายงานข่าวระบุว่า ThaiBev ได้ให้ Bank of America เข้ามาช่วยสำรวจความสนใจจากผู้ซื้อที่มีศักยภาพ โดยกระบวนการยังอยู่ในช่วงพิจารณา และมีความเป็นไปได้ที่ดีลอาจไม่เกิดขึ้น
จาก 240 สาขา สู่มากกว่า 500 สาขา
ThaiBev เข้าสู่ธุรกิจ KFC ในปี 2017 จากการซื้อร้าน KFC มากกว่า 240 สาขาจาก Yum! Restaurants International (Thailand) มูลค่าราว 11,400 ล้านบาท
ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา QSA ขยายเครือข่ายจนมีมากกว่า 500 สาขา ทำให้กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
หากมีการขาย สิ่งที่จะเปลี่ยนมือคือธุรกิจแฟรนไชส์และเครือข่ายร้าน KFC ที่ QSA บริหาร ไม่ใช่การขายแบรนด์ KFC ทั่วโลก เพราะเจ้าของแบรนด์ยังคงเป็น Yum! Brands

ทำไม ThaiBev จึงพิจารณาขาย?
หนึ่งในคำตอบอาจอยู่ที่การบริหารผลตอบแทนจากเงินลงทุน
ธุรกิจร้านอาหารที่มีจำนวนสาขามากไม่ได้หมายความว่าจะมีอัตรากำไรสูงเสมอไป เพราะต้องรับภาระทั้งค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ โลจิสติกส์ การตลาด และค่าใช้จ่ายในการขยายสาขา
สำหรับ ThaiBev การขายสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่และมีเครือข่ายแข็งแรง หากได้ราคาที่เหมาะสม อาจช่วยให้บริษัทนำเงินกลับไปลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือใช้ปรับโครงสร้างทางการเงินของกลุ่ม
จึงอาจมองเรื่องนี้เป็นการ “จัดพอร์ตธุรกิจ” มากกว่าการสะท้อนว่า KFC เป็นธุรกิจที่ไม่มีอนาคต
ThaiBev ยังไม่ได้ทิ้งธุรกิจอาหารทั้งหมด
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ThaiBev ไม่ได้ถอนตัวจากธุรกิจอาหารทั้งหมด แม้จะมีข่าวพิจารณาขาย KFC
กลุ่มยังมีธุรกิจร้านอาหารอีกหลายประเภท และ QSA เองก็เป็นส่วนหนึ่งของ Food Product Group
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นการเลือกว่าจะถือธุรกิจอาหารประเภทใดไว้ และธุรกิจใดควรเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อจัดสรรเงินทุนใหม่
เทรนด์ธุรกิจอาหารกำลังเปลี่ยนจาก “โตด้วยสาขา” เป็น “โตด้วยกำไร”
การพิจารณาขาย KFC เกิดขึ้นในช่วงที่ธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ การมีจำนวนสาขามากไม่ได้หมายความว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีเสมอไป เพราะผู้ประกอบการต้องรับมือกับต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และการแข่งขันด้านราคา ขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น
โดยเฉพาะตลาด Quick Service Restaurant หรือ QSR การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ระหว่างแบรนด์ไก่ทอดหรือเบอร์เกอร์รายใหญ่ แต่มีแบรนด์จากจีน เกาหลี และผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ามาแย่งทั้งกำลังซื้อและทำเล
อีกเทรนด์ที่เห็นชัดคือ การขยายสาขาเริ่มถูกแทนที่ด้วยการบริหาร “ประสิทธิภาพต่อสาขา” ผู้ประกอบการต้องดูทั้งยอดขายต่อร้าน กำไรต่อพื้นที่ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และความสามารถในการดึงลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
ขณะเดียวกัน เดลิเวอรีและช่องทางดิจิทัลทำให้การแข่งขันเปลี่ยนจาก “ร้านอยู่ตรงไหน” ไปสู่ “แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้เร็วแค่ไหน”
ร้านที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ยังได้เปรียบเรื่องการกระจายสินค้า การตลาด และการรับรู้แบรนด์ แต่ก็ต้องแลกกับต้นทุนในการบริหารเครือข่ายที่สูงขึ้น
ในมุมนี้ การพิจารณาขาย KFC ของ ThaiBev จึงน่าสนใจ เพราะเป็นตัวอย่างของการตั้งคำถามว่า ธุรกิจอาหารขนาดใหญ่ควรเติบโตด้วยจำนวนสาขา หรือควรเลือกถือเฉพาะธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด
ความคืบหน้าถึงวันนี้
- ThaiBev อยู่ระหว่างพิจารณาขายธุรกิจ KFC ในประเทศไทย
- มีการให้ Bank of America ช่วยสำรวจความสนใจจากผู้ซื้อ
- ธุรกิจที่อยู่ในประเด็นการขายมีเครือข่ายมากกว่า 500 สาขา
- ยังไม่มีการประกาศชื่อผู้ซื้ออย่างเป็นทางการ
- ยังไม่มีการประกาศมูลค่าดีล
- ยังไม่มีการยืนยันว่าดีลจะเกิดขึ้นแน่นอน
- ธุรกิจ KFC ยังคงดำเนินงานตามปกติ
หากขายจริง ใครจะได้ประโยชน์?
สำหรับ ThaiBev ประเด็นสำคัญคือราคาขายเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ธุรกิจสร้างได้
หากขายได้ในราคาที่ดี บริษัทจะได้รับเงินก้อนใหญ่กลับมา และสามารถลดภาระการลงทุนในธุรกิจร้านอาหาร ขณะที่ผู้ซื้อจะได้เครือข่ายร้านขนาดใหญ่ ระบบปฏิบัติการ บุคลากร และสิทธิ์แฟรนไชส์ของแบรนด์ระดับโลก
สำหรับตลาด การเปลี่ยนเจ้าของ KFC รายใหญ่ในไทยอาจทำให้การแข่งขันในธุรกิจ QSR กลับมาร้อนแรงขึ้น เพราะผู้ซื้อไม่ได้ซื้อเพียงร้านอาหาร แต่ซื้อ “แพลตฟอร์ม” ที่สามารถขยายต่อได้
มองต่อจากนี้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะซื้อ KFC?”
แต่คือ “ทำไม ThaiBev จึงเลือกพิจารณาขายสินทรัพย์ที่มีมากกว่า 500 สาขาในเวลานี้?”
หากดีลเกิดขึ้นจริง อาจเป็นสัญญาณว่า ThaiBev กำลังให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลตอบแทนจากเงินลงทุนมากกว่าการสะสมธุรกิจให้มีขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
และหากดีลไม่เกิดขึ้น การสำรวจตลาดก็ยังทำให้บริษัทเห็นว่าธุรกิจ KFC ในมือมีมูลค่าเท่าใดในสายตาของนักลงทุน