กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้าขับเคลื่อน National Anti-Fraud Master Plan ยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์แบบบูรณาการ เชื่อมการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมุ่งจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยเฉพาะการตัดวงจร “บัญชีม้า” และการใช้บริษัทนอมินีเป็นเครื่องมือสนับสนุนเครือข่ายหลอกลวงประชาชน

การขับเคลื่อนแผนดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดปลายทาง แต่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลตัวบุคคล บัญชีธนาคาร ธุรกรรม และโครงสร้างนิติบุคคล เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงของเครือข่ายอาชญากรรมได้เร็วขึ้น และนำไปสู่การระงับเส้นทางเงินหรือดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

ข้อมูลผลการปฏิบัติงานของตำรวจระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 15 สิงหาคม 2569 พบ บัญชีม้า 397,223 บัญชี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 40.54 พันล้านบาท สะท้อนขนาดของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้บัญชีบุคคลอื่นเป็นช่องทางรับและถ่ายโอนเงินจากอาชญากรรมออนไลน์ ขณะที่ช่วงวันที่ 1-15 สิงหาคม 2569 จำนวนบัญชีม้าลดลง 60.3% และมูลค่าความเสียหายลดลง 86.9% จากมาตรการปราบปรามที่เข้มข้นขึ้น

ขณะเดียวกัน ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) มีข้อมูลการรับแจ้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 20 สิงหาคม 2569 รวม 1,222 คดี โดยดำเนินการสิ้นสุดแล้ว 863 คดี หรือ 70.62% พร้อมประสานผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดำเนินการปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับ Scam จำนวน 145,582 URL

สำหรับ National Anti-Fraud Master Plan แนวทางสำคัญคือการสร้างระบบกลางระดับชาติ เพื่อให้การรับแจ้งเหตุ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การระงับเส้นทางเงิน และการส่งต่อคำสั่งปฏิบัติการสามารถเชื่อมโยงกันเป็นกระบวนการเดียว โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้ามาร่วมวางระบบ ทั้งกระทรวงการคลัง ดีอี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. และสมาคมธนาคารไทย

หนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างการผลักดัน คือระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงภายใต้ความยินยอม ซึ่งจะเชื่อมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลตัวตน บัญชี ธุรกรรม หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีบนแพลตฟอร์ม และข้อมูลการแจ้งเหตุ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถประเมินระดับความเสี่ยงของบุคคลหรือธุรกรรมได้สอดคล้องกันมากขึ้น

ด้านปัญหาบัญชีม้านิติบุคคล ดีอีเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กรมสรรพากร และกระทรวงการคลัง เพื่อบูรณาการข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น ธุรกรรม และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการตรวจสอบบริษัทที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยและอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของเครือข่าย Scam

ก่อนหน้านี้การดำเนินงานของ AOC 1441 ก็มีตัวเลขสะท้อนภาระงานจากปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยรายงานประจำปีของดีอีระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 มีนาคม 2568 มีสายโทรเข้า AOC 1441 จำนวน 519,634 สาย เฉลี่ย 2,855 สายต่อวัน แบ่งเป็นสายขอให้ระงับบัญชีธนาคาร 239,261 สาย สายแจ้งว่าบัญชีตนเองถูกระงับ 110,869 สาย และสายปรึกษาคดี 169,504 สาย ขณะที่มีผู้เสียหายที่ได้รับ Bank Case ID จำนวน 136,883 รายการ

ตัวเลขดังกล่าวทำให้การยกระดับระบบป้องกันจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรับแจ้งเหตุหรือการระงับบัญชีหลังเกิดความเสียหาย แต่กำลังขยับไปสู่การใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อค้นหาความเสี่ยงและตัดเส้นทางเงินให้เร็วขึ้น รวมถึงตรวจสอบโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังบัญชีม้าและบริษัทนอมินี

ดีอีระบุว่า เป้าหมายสำคัญของการทำงานระยะต่อไปคือการไม่หยุดเพียงการจับกุมผู้กระทำผิดที่อยู่ปลายทาง แต่ต้องขยายผลไปถึงโครงสร้างและกลไกที่สนับสนุนขบวนการ Scam เพื่อปิดช่องทางที่ถูกนำมาใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ และยกระดับระบบป้องกันภัยให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองตั้งแต่ก่อนเกิดความเสียหาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *