การนำ AI อย่าง ChatGPT มาใช้ช่วยทำงานด้านกฎหมายกำลังทำให้ศาลสหรัฐฯ ต้องพิจารณาคำถามใหม่ว่า บทสนทนาและคำสั่งที่ทนายป้อนให้ AI สามารถถูกเรียกให้เปิดเผยต่อคู่ความในคดีได้หรือไม่

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า AI ได้รับการคุ้มครอง แต่เป็นเรื่องของ ข้อมูลที่มนุษย์ป้อนเข้าไปและคำตอบที่ AI สร้างขึ้น ซึ่งในบางกรณีอาจถือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมคดี และได้รับความคุ้มครองในฐานะ work product

Reuters รายงานว่า ศาลสหรัฐฯ เริ่มมีคำตัดสินเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น หลังทนายความนำ Generative AI มาใช้ช่วยวิเคราะห์เอกสาร เตรียมข้อโต้แย้ง และวางแนวทางดำเนินคดี โดยคู่ความอีกฝ่ายอาจต้องการขอประวัติการสนทนากับ AI เพื่อตรวจสอบวิธีที่ทนายใช้เตรียมคดี

หนึ่งในกรณีที่ถูกจับตามองเกิดขึ้นในรัฐเท็กซัส ศาลพิจารณาบทสนทนา ChatGPT ของคู่ความและเห็นว่า บางส่วนสามารถได้รับความคุ้มครองในฐานะ work product เนื่องจากสะท้อนแนวคิดและการเตรียมคดีของทนาย ขณะที่ข้อมูลบางส่วนไม่ได้อยู่ในขอบเขตดังกล่าว

การพิจารณาจึงไม่ได้หมายความว่า ทุก Prompt ที่ป้อนให้ ChatGPT จะเป็นความลับ ศาลจะดูเป็นรายกรณี เช่น ใช้ AI เพื่อวัตถุประสงค์ใด ใครเป็นผู้ป้อนข้อมูล เนื้อหาสะท้อนกลยุทธ์หรือความคิดของทนายหรือไม่ และผลลัพธ์จาก AI ถูกนำไปใช้ในการดำเนินคดีอย่างไร

ในบางกรณี ศาลสามารถตรวจสอบบทสนทนาหรือเอกสารดังกล่าวเป็นการภายในก่อนตัดสินว่าจะต้องเปิดเผยต่อคู่ความหรือไม่ วิธีนี้ช่วยให้ศาลประเมินเนื้อหาจริง โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดระหว่างที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้นตามการใช้ AI ในวงการกฎหมาย เพราะทนายสามารถใช้ AI ช่วยค้นข้อมูล สรุปเอกสาร วิเคราะห์ประเด็น หรือจำลองแนวทางการต่อสู้คดีได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่าข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานร่วมกับ AI ควรได้รับการรักษาความลับในระดับใด

ดังนั้น หลักการที่กำลังถูกพัฒนาในสหรัฐฯ จึงไม่ใช่การให้ “สิทธิพิเศษแก่ AI” แต่เป็นการหาคำตอบว่า เมื่อมนุษย์ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเตรียมคดี ข้อมูลส่วนใดควรได้รับการคุ้มครอง และข้อมูลส่วนใดควรถูกเปิดเผยตามกระบวนการยุติธรรม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *