ฤดูรับปริญญาปี 2026 ของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ กำลังเกิดภาพที่ไม่ค่อยพบเห็นในพิธีซึ่งปกติเต็มไปด้วยคำพูดสร้างแรงบันดาลใจ เมื่อผู้กล่าวสุนทรพจน์บางรายพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในฐานะอนาคตของโลก กลับได้รับเสียงโห่จากบัณฑิตแทนเสียงปรบมือ
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายมหาวิทยาลัย และกำลังถูกจับตามองในฐานะภาพสะท้อนความกังวลของคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน
หนึ่งในกรณีที่เป็นข่าวมากที่สุดเกิดขึ้นที่ University of Arizona เมื่อ Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อบัณฑิตประมาณ 10,000 คน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา
Schmidt พูดถึง AI ว่าจะเข้ามามีบทบาทในทุกอาชีพ ห้องเรียน โรงพยาบาล และแทบทุกด้านของชีวิต แต่เมื่อพูดถึง AI เสียงโห่จากผู้ชมก็ดังขึ้นหลายครั้ง
Schmidt ยอมรับบนเวทีว่า เขาเข้าใจความกลัวของคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าอนาคตอาจถูกกำหนดไว้แล้ว และเครื่องจักรกำลังเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์ แต่ยังยืนยันว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนโลก และคนรุ่นใหม่ควรมีส่วนในการกำหนดทิศทางของมัน
เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นที่ University of Central Florida เมื่อ Gloria Caulfield ผู้บริหารในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวกับบัณฑิตว่า AI คือ “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป” ก่อนจะได้รับเสียงโห่จากผู้ชม
ขณะที่ Middle Tennessee State University Scott Borchetta ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Big Machine Records ก็เจอปฏิกิริยาแบบเดียวกัน หลังพูดถึง AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมเพลง โดยเมื่อเสียงโห่ดังขึ้น เขาตอบกลับว่า “Deal with it” หรือ “ยอมรับมันซะ”
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อ Ronny Chieng นักแสดงตลกและผู้สื่อข่าวจาก The Daily Show ขึ้นพูดในงาน Harvard College Class Day เขากลับได้รับเสียงเฮ เมื่อพูดติดตลกว่า “ภารกิจของคนรุ่นคุณคือทำลาย AI”
คำพูดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงตลกที่เสียดสีการใช้ AI มากกว่าจะเป็นข้อเสนอให้กำจัดเทคโนโลยีทั้งหมด แต่ปฏิกิริยาของผู้ฟังก็สะท้อนว่า ประเด็น AI กลายเป็นเรื่องที่มีอารมณ์ร่วมสูงสำหรับคนรุ่นใหม่
ไม่ใช่แค่เรื่อง “เกลียด AI”
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าบัณฑิตอเมริกันทั้งหมดกำลังต่อต้าน AI
ตรงกันข้าม นักศึกษาจำนวนมากกำลังใช้เครื่องมือ AI ในการเรียนและการทำงานอยู่แล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็มีความกังวลว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจเข้ามาลดโอกาสในการทำงานของคนที่เพิ่งจบการศึกษา
Associated Press รายงานว่า ผลสำรวจหนึ่งพบว่านักศึกษาประมาณ 70% มองว่า AI เป็นภัยต่อโอกาสในการทำงานของตัวเอง ขณะที่ตลาดแรงงานสำหรับบัณฑิตอายุ 22–27 ปีก็อยู่ในภาวะยากลำบาก โดยอัตราการว่างงานของกลุ่มดังกล่าวแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี
ความกังวลจึงเกิดขึ้นในจังหวะที่คนจำนวนมากกำลังเปลี่ยนผ่านจากห้องเรียนไปสู่ตลาดแรงงาน
นักศึกษาบางคนพบความย้อนแย้งว่า ระหว่างเรียนพวกเขาอาจถูกห้ามใช้ AI หรือถูกเตือนถึงความเสี่ยงของการพึ่งพา AI มากเกินไป แต่เมื่อสำเร็จการศึกษา นายจ้างกลับเริ่มมองหาคนที่สามารถใช้ AI เป็นและทำงานร่วมกับ AI ได้
สำหรับคนที่เพิ่งลงทุนเวลาและเงินจำนวนมากในการศึกษา คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “AI จะเก่งแค่ไหน”
แต่เป็นคำถามว่า
“แล้วทักษะที่เราเรียนมาจะยังมีคุณค่าแค่ไหน?”
ช่องว่างระหว่างคนสร้าง AI กับคนที่ต้องอยู่กับผลของมัน
สิ่งที่น่าสนใจจากเหตุการณ์เหล่านี้จึงอาจไม่ใช่การแบ่งโลกออกเป็น “คนรัก AI” กับ “คนเกลียด AI”
แต่เป็นช่องว่างระหว่างคนที่มอง AI จากมุมของการสร้างธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพ กับคนที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานและต้องรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนั้นโดยตรง
สำหรับบริษัท AI การเปลี่ยนแปลงอาจหมายถึงตลาดใหม่
สำหรับผู้บริหาร การใช้ AI อาจหมายถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
แต่สำหรับบัณฑิตที่เพิ่งเดินออกจากมหาวิทยาลัย สิ่งเดียวกันอาจหมายถึงการแข่งขันที่สูงขึ้น และงานระดับเริ่มต้นบางประเภทที่มีจำนวนลดลง
งานสำรวจอีกชุดหนึ่งยังพบว่า ทัศนคติของคนรุ่น Gen Z ต่อ AI มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยความตื่นเต้นต่อเทคโนโลยีลดลง ขณะที่ความรู้สึกด้านลบเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่กับ AI ไม่ได้มีเพียงความหวัง แต่มีความกังวลและความไม่ไว้วางใจเพิ่มขึ้นด้วย
เสียงโห่ในงานรับปริญญาจึงอาจไม่ได้เป็นเสียงของคนที่ปฏิเสธเทคโนโลยี
แต่อาจเป็นเสียงของคนที่กำลังถามว่า เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่ทุกคนบอกให้พวกเขายอมรับ แล้วอนาคตนั้นจะยังมีพื้นที่สำหรับพวกเขาอยู่ตรงไหน
คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ และอาจเป็นคำถามที่ระบบการศึกษาในทุกประเทศต้องตอบให้ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เพราะโจทย์สำคัญของยุค AI อาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะสร้าง AI ที่เก่งขึ้นได้อย่างไร”
แต่คือ
“เราจะทำอย่างไรให้คนที่กำลังจะทำงานในโลกที่มี AI ยังมีโอกาสสร้างคุณค่าของตัวเองได้”