การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงสงครามระหว่าง “เพชรธรรมชาติ” กับ “เพชรแล็บ” แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมทั้งระบบ
เพชรแล็บกำลังทำให้คำว่า “เพชร” แยกออกเป็นสองตลาดอย่างชัดเจนมากขึ้น ได้แก่ ตลาดที่เน้นความหายาก แหล่งกำเนิด และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเพชรธรรมชาติ กับตลาดที่เน้นดีไซน์ ขนาด ความคุ้มค่า และเทคโนโลยีการผลิตของเพชรแล็บ
สำหรับ De Beers ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการรับมือกับคู่แข่งรายใดรายหนึ่ง แต่คือการทำให้ผู้บริโภคเชื่ออีกครั้งว่า เหตุใดเพชรธรรมชาติจึงควรมีมูลค่าสูงกว่าเพชรที่ผลิตในโรงงาน
ขณะที่ฝั่ง Lab-Grown ก็กำลังเผชิญคำถามอีกด้านว่า เมื่อเทคโนโลยีทำให้ผลิตเพชรได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และราคาลดลงต่อเนื่อง เพชรแล็บจะสามารถสร้าง “คุณค่าทางอารมณ์” และรักษาระดับราคาในระยะยาวได้หรือไม่
สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ยุคที่เพชรธรรมชาติสามารถพึ่งพาความหายากเพียงอย่างเดียวเพื่อรักษาราคา กำลังสิ้นสุดลง
และการแข่งขันครั้งใหม่ของอุตสาหกรรมเพชร อาจไม่ได้วัดกันที่ว่าใครผลิตได้มากที่สุด แต่กำลังวัดกันที่ว่า ใครสามารถสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภคเชื่อได้มากที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *