ตลาดสินค้าหรูยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ขณะที่นักลงทุนยังไม่มั่นใจว่าการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นเร็ว แม้ราคาหุ้นหลายบริษัทปรับลงมามากแล้ว

ตลาด Luxury ของยุโรปยังอยู่ในช่วงปรับฐาน โดยดัชนี STOXX Europe Luxury 10 ปรับตัวลงราว 19% นับตั้งแต่ต้นปี หลังนักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. หุ้น LVMH ลดลง 2.3% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่ Hermès และ Kering ลดลงประมาณ 3% สะท้อนความกังวลว่าการใช้จ่ายสินค้า Luxury ยังไม่กลับมาแข็งแรงในวงกว้าง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และตลาดเอเชียบางแห่ง

จาก “ขึ้นราคา” สู่โจทย์เรื่องคุณค่า

หนึ่งในปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมคือกลุ่มลูกค้า Aspirational Luxury หรือผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อระดับกลาง ซึ่งเคยเป็นฐานลูกค้าสำคัญของตลาด กำลังลดการใช้จ่ายลง

ขณะเดียวกัน ราคาสินค้า Luxury หลายประเภทเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของสินค้า และทำให้แบรนด์ต้องพิสูจน์มากขึ้นว่าเหตุใดสินค้าจึงมีราคาสูง

ประเด็นนี้กำลังเปลี่ยนโจทย์ของอุตสาหกรรมจากการสร้างการเติบโตด้วย Pricing Power ไปสู่การสร้าง Brand Value และความต้องการที่แท้จริง

ตลาดกำลังแยกผู้ชนะออกจากผู้แพ้

การปรับฐานครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า Luxury ทุกแบรนด์กำลังเผชิญปัญหาในระดับเดียวกัน

แบรนด์ที่มีฐานลูกค้า High-net-worth แข็งแรงและมีความต้องการสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ยังมีความยืดหยุ่นมากกว่า ขณะที่แบรนด์ที่พึ่งพาลูกค้า Aspirational มากกว่าได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของกำลังซื้ออย่างชัดเจน

นี่ทำให้ตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับ คุณภาพของรายได้ มากกว่าการเติบโตของยอดขายเพียงอย่างเดียว

Jewelry กลายเป็นหนึ่งในจุดที่น่าจับตา

ท่ามกลางความอ่อนแอของตลาด Luxury บางหมวด เครื่องประดับยังมีแนวโน้มแข็งแรงกว่าแฟชั่นบางประเภท

ความต้องการสินค้า Jewelry ได้แรงหนุนจากทั้งเรื่อง craftsmanship, rarity และมูลค่าที่ผู้บริโภครับรู้ ขณะที่แบรนด์ Luxury เองก็เริ่มขยายการนำเสนอสินค้าเครื่องประดับและ Accessories เพื่อรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ความแตกต่างระหว่างแต่ละหมวดสินค้าจึงมีความสำคัญมากขึ้น และอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการของแต่ละแบรนด์แตกต่างกันอย่างชัดเจน

นักลงทุนรออะไรจาก Luxury?

ในระยะต่อไป ตลาดจะจับตา 3 เรื่องเป็นหลัก ได้แก่ การฟื้นตัวของยอดขาย กำไรและ Margin และการกลับมาของลูกค้า Aspirational

ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัว โดยล่าสุดราคาน้ำมัน Brent ขยับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนของผู้บริโภค

ดังนั้น แม้ราคาหุ้น Luxury จะปรับตัวลงมาจน Valuation น่าสนใจขึ้นสำหรับนักลงทุนบางส่วน แต่ “หุ้นถูก” ยังไม่เท่ากับ “กำไรจะกลับมาเร็ว”

ตลาด Luxury ในรอบนี้จึงอาจเป็นการฟื้นตัวแบบเลือกเป็นรายแบรนด์ มากกว่าการฟื้นตัวพร้อมกันทั้งอุตสาหกรรม โดยบริษัทที่มีฐานลูกค้าแข็งแรง มีความแตกต่างของแบรนด์ และสามารถรักษาคุณค่าโดยไม่ต้องพึ่งการขึ้นราคาเพียงอย่างเดียว มีแนวโน้มที่จะรับมือกับวัฏจักรนี้ได้ดีกว่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *