เจนีวา, 25 สิงหาคม 2026 — องค์การสหประชาชาติ (UN) และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ออกมาเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งจัดทำกฎระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อควบคุมการพัฒนาและใช้งาน “อาวุธอัตโนมัติ” ซึ่งสามารถเลือกและโจมตีเป้าหมายได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุมโดยตรง
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และมิร์จานา สโปลจาริก ประธาน ICRC ระบุร่วมกันว่า โลกกำลังเข้าใกล้ “เส้นแบ่งทางศีลธรรมที่อันตราย” จากความเป็นไปได้ที่เครื่องจักรจะสามารถตัดสินใจเลือกมนุษย์เป็นเป้าหมายและใช้กำลังถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วยตัวเอง
ทั้งสององค์กรเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เริ่มการเจรจาโดยเร็ว เพื่อจัดทำกรอบกฎหมายที่กำหนดทั้ง ข้อห้ามและข้อจำกัด สำหรับระบบอาวุธอัตโนมัติ โดยเฉพาะระบบที่อาจทำให้มนุษย์สูญเสียการควบคุมต่อการตัดสินใจใช้กำลัง
AI กำลังเข้ามามีบทบาทในสนามรบ
ความกังวลเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาเทคโนโลยี AI และระบบกึ่งอัตโนมัติที่ถูกนำมาใช้ในความขัดแย้งหลายพื้นที่ เช่น ยูเครน ซูดาน กาซา รวมถึงสถานการณ์ในอิหร่านและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
ปัจจุบันกองทัพบางประเทศมีระบบอาวุธอัตโนมัติใช้งานแล้ว เช่น ระบบป้องกันขีปนาวุธบนเรือรบ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานยืนยันว่าระบบอาวุธที่ทำงานได้อย่างอิสระเต็มรูปแบบถูกนำมาใช้โจมตีมนุษย์โดยปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์โดยตรงแล้ว
ปัญหาสำคัญคือ หาก AI ตัดสินใจผิดพลาด เช่น ไม่สามารถแยกแยะพลเรือน ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ หรือผู้ที่ยอมจำนนได้ อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตโดยไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าใครควรรับผิดชอบ
เรียกร้องกฎใหม่ก่อนเทคโนโลยีไปไกลกว่านี้
การหารือเรื่องอาวุธอัตโนมัติภายใต้กรอบของสหประชาชาติดำเนินมาตั้งแต่ปี 2014 แต่ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าการกำหนดกฎระหว่างประเทศ ขณะที่ประเทศมหาอำนาจบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ และรัสเซีย ยังคงไม่เห็นด้วยกับการสร้างกฎใหม่ที่มีผลผูกพัน โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่สามารถนำมาบังคับใช้ได้อยู่แล้ว
UN และ ICRC จึงต้องการให้ประเทศต่าง ๆ เดินหน้าสู่ข้อตกลงที่ชัดเจนมากขึ้น โดยจะมีการหารือเกี่ยวกับแนวทางควบคุมอาวุธอัตโนมัติในกรุงเจนีวา และมีการประชุมสำคัญที่วางแผนไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2026
ประเด็นสำคัญที่กำลังถูกจับตามองคือ มนุษย์ควรมีอำนาจควบคุมและตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการใช้กำลังถึงชีวิตหรือไม่ ในยุคที่ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูล ระบุเป้าหมาย และตอบสนองได้เร็วกว่ามนุษย์อย่างมาก
ที่มา: Reuters