รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเดินหน้ายกระดับ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) เป็นวาระแห่งชาติ โดยรวบรวมหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาและเร่งการลงทุนด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัม การสื่อสารควอนตัม และเซ็นเซอร์ควอนตัม ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศอัดฉีดเงิน 2.013 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 65,000 ล้านบาท ผ่านกฎหมาย CHIPS and Science Act เพื่อสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีควอนตัม 9 แห่ง ครอบคลุมการวิจัย การพัฒนาชิปควอนตัม การสร้างโรงงานผลิต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านควอนตัม ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เพื่อเร่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับจีนและประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี
แม้ว่าหากพิจารณาเฉพาะงบประมาณจากภาครัฐ จีนยังถูกประเมินว่ามีเม็ดเงินลงทุนสะสมด้านควอนตัมสูงที่สุดของโลก แต่สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำในด้านระบบนิเวศเทคโนโลยีควอนตัม ทั้งจำนวนบริษัท สตาร์ทอัพ งานวิจัย สิทธิบัตร เงินลงทุนจากภาคเอกชน และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับอุตสาหกรรม ทำให้หลายฝ่ายยังมองว่าสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความพร้อมที่สุดในการผลักดันเทคโนโลยีควอนตัมสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือเซมิคอนดักเตอร์อีกต่อไป แต่ได้ขยายมาสู่ “ควอนตัม” ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าจะเป็นเทคโนโลยีพลิกโลก (Game Changer) ที่อาจเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเงิน การแพทย์ พลังงาน โลจิสติกส์ การค้นพบวัสดุใหม่ และการป้องกันประเทศ
คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีศักยภาพในการประมวลผลปัญหาที่ซับซ้อนกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันหลายล้านเท่าในบางประเภทของปัญหา เช่น การจำลองโมเลกุลเพื่อค้นหายาใหม่ การออกแบบวัสดุประสิทธิภาพสูง การเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ การพยากรณ์สภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นงานที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมต้องใช้เวลานานมาก
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีควอนตัมยังมาพร้อมกับความท้าทายด้านความมั่นคงไซเบอร์ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตอาจสามารถถอดรหัสระบบเข้ารหัสที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ หลายประเทศจึงเร่งพัฒนาเทคโนโลยี Post-Quantum Cryptography (PQC) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในยุคควอนตัม

ปัจจุบันนอกจากสหรัฐฯ และจีนแล้ว สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น แคนาดา และสหราชอาณาจักร ต่างเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยควอนตัมอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ และภาคเอกชน เพื่อเร่งเปลี่ยนผลงานวิจัยให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้จริง
สำหรับประเทศไทย แม้จะเริ่มมีการวิจัยด้านควอนตัมในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยหลายแห่ง แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากไทยต้องการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว จำเป็นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐานการวิจัย ห้องปฏิบัติการขั้นสูง และการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมพร้อมรับคลื่นเทคโนโลยีควอนตัมที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทควบคู่กับ AI
การแข่งขันด้านเทคโนโลยีโลกจึงกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ จากการแข่งขันด้าน AI เพียงอย่างเดียว สู่การแข่งขันเพื่อครอบครองเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนดผู้นำเศรษฐกิจ นวัตกรรม และความมั่นคงของโลกในศตวรรษที่ 21