ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารโลก เทคโนโลยีการผลิต “โปรตีนจากคาร์บอน” (Carbon Protein หรือ Air Protein) กำลังได้รับการจับตามองในฐานะนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการผลิตอาหารในอนาคต ด้วยการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ร่วมกับจุลินทรีย์และพลังงานสะอาด เพื่อผลิตโปรตีนคุณภาพสูง โดยไม่ต้องพึ่งพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่หรือการเลี้ยงปศุสัตว์แบบดั้งเดิม

หลายประเทศ อาทิ ฟินแลนด์ สหรัฐอเมริกา และจีน ต่างเร่งลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงการสร้างโรงงานต้นแบบ เพื่อผลักดันเทคโนโลยีดังกล่าวให้ก้าวสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ รองรับความต้องการอาหารของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สำหรับประเทศไทย แม้จะมีความแข็งแกร่งในฐานะ “ครัวของโลก” และมีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ แต่การวิจัยด้านโปรตีนจากคาร์บอนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังไม่มีการพัฒนาในระดับอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากประเทศไทยต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต จำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศในอนาคต

ปัจจัยสำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งผลักดัน ประกอบด้วย 5 ด้านหลัก ได้แก่

  • เร่งลงทุนด้าน R&D พัฒนาจุลินทรีย์ กระบวนการหมัก และเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เพื่อสร้างองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาของไทย
  • พัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCUS) เพื่อเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นวัตถุดิบใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
  • ขยายการใช้พลังงานสะอาดและการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิตโปรตีนจากคาร์บอน
  • สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาต้นแบบสู่เชิงพาณิชย์
  • วางระบบกฎหมายและมาตรฐานอาหารแห่งอนาคต เพื่อรองรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

แม้ประเทศไทยจะมีผลิตภัณฑ์โปรตีนเกษตรจากถั่วเหลืองและพืชอื่น ๆ จำหน่ายอย่างแพร่หลาย แต่โปรตีนจากคาร์บอนถือเป็นเทคโนโลยีคนละรูปแบบ เพราะไม่ใช้พืชเป็นวัตถุดิบหลัก หากใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และจุลินทรีย์ผลิตโปรตีนโดยตรง จึงมีศักยภาพลดการใช้ที่ดิน น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์มองว่า ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า การแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารโลกจะไม่ได้วัดกันเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรอีกต่อไป แต่จะอยู่ที่ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรมอาหาร และการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยจึงมีโอกาสใช้จุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหารและบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลาง FoodTech ของภูมิภาค หากสามารถเร่งลงทุนด้านการวิจัย พัฒนาบุคลากร และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง

การเร่งพัฒนาโปรตีนจากคาร์บอนไม่ใช่เพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการวางรากฐานอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลกในระยะยาว.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *