สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส. หรือ PDPC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เดินหน้าขยายผลปราบปรามเครือข่ายลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลทั่วประเทศ หลังพบข้อมูลประชาชนถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ การหลอกลวงทางการเงิน และการสวมรอยทำธุรกรรม

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ มีนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน พร้อมประกาศยกระดับมาตรการปราบปรามขบวนการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นต้นทางสำคัญของอาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบัน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล PDPC Eagle Eye และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการสืบสวนและขยายผลจากคดีจับกุมเครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568

จากการขยายผลล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้เพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายดำเนินคดีรวม 11 ราย จับกุมได้แล้ว 9 ราย และอยู่ระหว่างติดตามตัวอีก 2 ราย พร้อมเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 22 จุดทั่วประเทศ

ผลการตรวจค้นพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลมากกว่า 9 ล้านรายชื่อ เชื่อมโยงกับเหตุข้อมูลรั่วไหล 13,677 กรณี และก่อให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 2,008 ล้านบาท นอกจากนี้ยังตรวจพบข้อมูลบัตรประชาชนจำนวน 477 รายการ รวมถึงหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงไปยังเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งในและต่างประเทศ

การสืบสวนยังพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมีการลักลอบซื้อขายข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์หลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะ LINE และ Telegram ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย อาทิ การเปิดบัญชีม้า สมัครบริการออนไลน์ด้วยข้อมูลผู้อื่น สร้างบัญชีปลอม โฆษณาเว็บพนันออนไลน์ และส่งต่อข้อมูลให้เครือข่ายอาชญากรรม

เลขาธิการ สคส. ระบุว่า ปัจจุบันข้อมูลส่วนบุคคลได้กลายเป็น “วัตถุดิบ” สำคัญของอาชญากรรมไซเบอร์ เนื่องจากสามารถนำไปใช้ต่อยอดการกระทำผิดได้หลากหลายรูปแบบ ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง

การดำเนินคดีครั้งนี้อาศัยอำนาจตามมาตรา 11/2 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดให้การซื้อ การขาย การเสนอซื้อ การเสนอขาย หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงการเก็บ รวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่สินค้าและไม่ใช่ทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายได้อย่างเสรี ทุกข้อมูลที่ถูกนำไปซื้อขายอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการหลอกลวง การสวมรอย หรืออาชญากรรมไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนจำนวนมาก” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว

เจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ซิมการ์ด สมุดบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม เงินสด และทรัพย์สินที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในการขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่น

ทั้งนี้ สคส. ยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานเชิงรุกผ่านศูนย์ PDPC Eagle Eye ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ CIB และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวัง สืบสวน และดำเนินคดีกับเครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ทุกภาคส่วนยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูล ลดความเสี่ยงการรั่วไหล และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

สคส. ยังเตือนประชาชนและภาคธุรกิจว่า การซื้อ การขาย การรับซื้อ หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย และอาจเข้าข่ายสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกระดับอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *