ถอดสมการวิกฤต “ลาดกระบัง – สจล.” เมื่อฝนหยุด แต่น้ำยังไม่ไปไหน
ฝนตกหนักต่อเนื่องในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ส่งผลให้พื้นที่ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะเขตลาดกระบัง เผชิญน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน แม้ฝนจะเริ่มลดลงแล้วก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของระบบระบายน้ำเมืองที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังสูบน้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบ ความสามารถของคลองและท่อในการลำเลียงน้ำ ระดับน้ำปลายทาง ตลอดจนพื้นที่สำหรับพักน้ำระหว่างทาง
ข้อมูลศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร ณ ช่วงเวลาที่มีการรายงาน ระบุสถานีบริเวณลาดกระบังมีฝนสะสม 3 วัน 189.2 มิลลิเมตร และสะสม 7 วัน 281.4 มิลลิเมตร ตัวเลขดังกล่าวเมื่อแปลงจากปริมาณฝนเป็นปริมาตรน้ำ จะเห็นขนาดของภาระที่ระบบระบายน้ำต้องรองรับได้ชัดเจนขึ้น
189.2 มิลลิเมตร เท่ากับน้ำปริมาณเท่าใด
หลักการพื้นฐานในการคำนวณคือ
ปริมาตรน้ำฝน = ปริมาณฝน × พื้นที่รับน้ำ
ฝน 189.2 มิลลิเมตร เท่ากับความสูงของน้ำ 0.1892 เมตร หากฝนปริมาณดังกล่าวตกลงบนพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร และสมมติว่าน้ำฝนทั้งหมดกลายเป็นน้ำไหลบ่า จะมีปริมาตรประมาณ 189,200 ลูกบาศก์เมตร
หากพื้นที่รับน้ำขยายเป็น 10 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำฝนตามสมมติฐานเดียวกันจะเพิ่มเป็นประมาณ 1.892 ล้านลูกบาศก์เมตร และหากพื้นที่รับน้ำ 20 ตารางกิโลเมตร จะเพิ่มเป็นประมาณ 3.784 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงขนาดของปริมาณน้ำฝน ไม่ใช่ปริมาณน้ำท่วมจริง เนื่องจากในสภาพจริงน้ำบางส่วนซึมลงดิน ถูกกักเก็บในพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่เปิด บางส่วนระเหย และบางส่วนไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำในอัตราที่แตกต่างกัน
การประเมินปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบจริงจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลพื้นที่รับน้ำ ลักษณะการใช้ที่ดิน และค่า runoff coefficient ร่วมกับแบบจำลองทางอุทกวิทยา
อย่างไรก็ตาม ฝนระดับเกือบ 200 มิลลิเมตร หากเกิดขึ้นครอบคลุมพื้นที่กว้าง สามารถสร้างน้ำไหลบ่าระดับหลายล้านลูกบาศก์เมตรได้ และนี่คือภาระที่ระบบระบายน้ำต้องจัดการภายในช่วงเวลาเดียวกัน
ปริมาณน้ำกับอัตราระบายเป็นคนละเรื่อง
น้ำระดับล้านลูกบาศก์เมตรสามารถระบายออกได้ แต่ระยะเวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับอัตราการระบายสุทธิ
ตัวอย่างเชิงวิศวกรรม หากมีน้ำสะสม 1 ล้านลูกบาศก์เมตร และระบบสามารถระบายออกได้อย่างต่อเนื่อง 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในสภาวะอุดมคติจะใช้เวลาประมาณ 2.8 ชั่วโมง
หากระบายได้ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะใช้เวลาประมาณ 5.6 ชั่วโมง และหากระบายได้ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะใช้เวลาประมาณ 13.9 ชั่วโมง
แต่สถานการณ์จริงมีความซับซ้อนกว่านั้น เพราะระหว่างการระบายน้ำยังมีน้ำจากพื้นที่อื่นไหลเข้าสู่ระบบ ระดับน้ำในคลองเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และระดับน้ำปลายทางอาจสูงจนจำกัดความสามารถในการปล่อยน้ำ
ดังนั้นการประเมินระบบระบายน้ำจึงต้องดูทั้ง ปริมาณน้ำ ความเร็วของน้ำ และความสามารถของระบบปลายทาง พร้อมกัน
ลาดกระบังกับข้อจำกัดของเส้นทางระบายน้ำ
พื้นที่ลาดกระบังอยู่ในระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องอาศัยคลองเป็นเส้นทางสำคัญในการลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่ โดยเฉพาะคลองประเวศบุรีรมย์ ก่อนส่งต่อไปยังระบบระบายน้ำบริเวณพระโขนง
กทม. ระบุว่าพื้นที่ลาดกระบังเป็นพื้นที่ที่ใช้เวลาระบายน้ำค่อนข้างนาน เนื่องจากอยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาและต้องอาศัยเส้นทางคลองในการนำน้ำออกจากพื้นที่
ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม กทม. ต้องใช้ทั้งสถานีสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำจากหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มอัตราการไหลในคลองประเวศบุรีรมย์ สะท้อนให้เห็นว่าการระบายน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องสูบน้ำเพียงจุดเดียว แต่เป็นการทำงานต่อเนื่องตลอดทั้งระบบ
ในทางวิศวกรรม “คอขวด” จึงอาจเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง ตั้งแต่ท่อระบายน้ำ คลองย่อย คลองสายหลัก ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ไปจนถึงจุดปล่อยน้ำปลายทาง
แม้จะเพิ่มกำลังสูบน้ำ แต่หากคลองหรือปลายทางไม่สามารถรับน้ำในอัตราที่เพิ่มขึ้นได้ น้ำก็ยังสะสมอยู่ในระบบ
ฝนหยุดไม่ได้หมายความว่าน้ำจะลดทันที
น้ำท่วมในพื้นที่เมืองไม่ได้เป็นน้ำก้อนเดียวที่สามารถสูบออกจากพื้นที่ได้ในครั้งเดียว แต่เป็นระบบการไหลต่อเนื่องตั้งแต่พื้นที่รับน้ำไปจนถึงปลายทาง
พื้นที่ท่วม → ท่อระบายน้ำ → คลองย่อย → คลองหลัก → ประตูระบายน้ำ → สถานีสูบน้ำ → คลองปลายทาง → แม่น้ำและทะเล
เมื่อจุดใดจุดหนึ่งมีระดับน้ำสูงหรือมีข้อจำกัดในการระบาย น้ำจากพื้นที่ก่อนหน้าก็จะถูกส่งต่อได้ช้าลง
กรณีลาดกระบังจึงสะท้อนหลักการสำคัญของระบบน้ำเมืองว่า หลังฝนหยุด ปริมาณน้ำที่สะสมอยู่ในพื้นที่ยังคงต้องถูกนำออกจากระบบ และหากอัตราการระบายสุทธิต่ำ น้ำก็จะยังคงท่วมขังต่อไปอีกหลายวัน
ระยะเวลาน้ำท่วมจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญไม่แพ้ระดับน้ำสูงสุด เพราะน้ำที่ขังนานย่อมเพิ่มผลกระทบต่อการเดินทาง บ้านเรือน ธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพน้ำ
ลาดกระบังไม่ควรถูกมองเพียงเป็นพื้นที่รับน้ำ
พื้นที่ลุ่มต่ำอาจมีบทบาทในการรับน้ำในระบบเมือง แต่การบริหารน้ำที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า พื้นที่ดังกล่าวสามารถรับน้ำได้เท่าใด รับได้นานเท่าใด น้ำเข้าทางไหน และสามารถระบายออกทางใด
การมีพื้นที่รับน้ำโดยไม่มีระบบ “เข้า–พัก–ออก” ที่ชัดเจน อาจทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นเพียงพื้นที่เก็บน้ำโดยจำเป็น มากกว่าการเป็นแก้มลิงที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมจังหวะการไหลของน้ำ
หัวใจของแนวคิดแก้มลิงจึงไม่ใช่การทำให้น้ำหายไป แต่คือการ เปลี่ยนเวลาของน้ำ โดยรับน้ำในช่วงที่ระบบปลายทางรับไม่ไหว แล้วทยอยระบายออกเมื่อมีความสามารถในการรับน้ำเพิ่มขึ้น
สจล. สามารถเป็นพื้นที่ต้นแบบจัดการน้ำอัจฉริยะ
พื้นที่รอบสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. มีศักยภาพในการเป็นพื้นที่ทดลองระบบจัดการน้ำเมือง เนื่องจาก สจล. มีระบบติดตามข้อมูลระดับน้ำและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว
แนวทางที่สามารถพัฒนาต่อได้คือการเชื่อมข้อมูลฝน ระดับน้ำในคลอง อัตราการไหล สถานะประตูระบายน้ำ และกำลังสูบน้ำเข้ากับแบบจำลองระบบน้ำแบบ Real-time
ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปสร้างแบบจำลองหรือ Digital Twin ของระบบน้ำลาดกระบัง เพื่อประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและทดสอบมาตรการต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้จริง
ระบบสามารถจำลองสถานการณ์ฝนหลายระดับ รวมถึงกรณีฝนตกซ้ำขณะที่น้ำเดิมยังไม่ลด และกรณีที่ระดับน้ำปลายทางสูงขึ้น เพื่อหาจุดที่เป็นคอขวดและประเมินว่าการเพิ่มเครื่องสูบน้ำ การเพิ่มพื้นที่แก้มลิง การปรับประตูระบายน้ำ หรือการสร้างเส้นทางระบายน้ำใหม่จะให้ผลแตกต่างกันอย่างไร
“อุโมงค์ระบายน้ำ” อาจเป็นทางเลือกสำหรับการตัดคอขวด
กรุงเทพมหานครมีประสบการณ์ใช้ระบบอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อทำหน้าที่เป็นเส้นทางลัดในการนำน้ำจากพื้นที่ห่างไกลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ตัวอย่างสำคัญคือโครงการอุโมงค์ระบายน้ำจากบึงหนองบอนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีสถานีสูบน้ำปลายอุโมงค์และถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ
หลักการสำคัญของอุโมงค์ไม่ใช่การเก็บน้ำ แต่เป็นการ ลดระยะทางและข้ามข้อจำกัดของเส้นทางคลองบางช่วง
ด้วยเหตุนี้ หากจะพิจารณาสร้างอุโมงค์สำหรับลาดกระบัง ก็ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ว่า “คอขวด” อยู่ตรงไหน และอุโมงค์สามารถตัดคอขวดดังกล่าวได้จริงหรือไม่
หากต้นทางส่งน้ำเข้าอุโมงค์ไม่ได้ หรือปลายทางไม่สามารถรับน้ำได้ อุโมงค์ขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
การออกแบบจึงต้องพิจารณาทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่รับน้ำ คลองหรือท่อรวบรวมน้ำ จุดรับน้ำเข้าสู่อุโมงค์ ตัวอุโมงค์ สถานีสูบ และจุดปล่อยน้ำ
ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างคลองกับอุโมงค์
แนวทางที่มีศักยภาพอาจเป็นระบบหลายชั้นที่ทำงานร่วมกัน
คลอง ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ
แก้มลิง ทำหน้าที่พักน้ำ
สถานีสูบน้ำ ทำหน้าที่เร่งการระบาย
อุโมงค์ ทำหน้าที่เป็นทางลัดเมื่อคลองเดิมเป็นคอขวด
ระบบ Real-time และแบบจำลอง ทำหน้าที่คาดการณ์และควบคุมการทำงานของระบบ
ระบบลักษณะนี้จะช่วยให้การจัดการน้ำเปลี่ยนจากการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงสูบ ไปสู่การพร่องน้ำล่วงหน้าและบริหารปริมาณน้ำทั้งระบบ
ต้องวัดผลด้วย “เวลาที่เมืองกลับมาใช้งานได้”
การประเมินประสิทธิภาพระบบระบายน้ำไม่ควรดูเฉพาะจำนวนพื้นที่ที่น้ำท่วม แต่ควรวัดระดับน้ำสูงสุด ระยะเวลาน้ำท่วม จำนวนบ้านและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเวลาที่พื้นที่กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
ในกรณีพื้นที่เศรษฐกิจ การลดระยะเวลาน้ำท่วมจากหลายวันเหลือไม่กี่สิบชั่วโมงอาจมีความหมายมาก เพราะความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับทรัพย์สินที่ถูกน้ำ แต่ยังเกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก
ร้านค้าเปิดไม่ได้
โรงงานเดินเครื่องไม่ได้
การขนส่งล่าช้า
พนักงานเดินทางไปทำงานไม่ได้
และประชาชนต้องใช้เวลาและเงินในการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด
ดังนั้น “เวลาที่น้ำอยู่ในเมือง” จึงควรถูกนำมาเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักของระบบระบายน้ำ
จากน้ำท่วมสู่โจทย์การออกแบบเมือง
เหตุการณ์น้ำท่วมลาดกระบังควรถูกใช้เป็นข้อมูลจริงในการทบทวนระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออกทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องสูบน้ำเฉพาะจุด
สิ่งที่จำเป็นคือการจัดทำแบบจำลองระบบน้ำทั้งพื้นที่ ตั้งแต่ฝนตกลงบนพื้นที่รับน้ำ ไปจนถึงการระบายออกสู่แม่น้ำและทะเล
จากนั้นจึงสามารถเปรียบเทียบทางเลือกต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ทั้งการขุดลอกหรือปรับปรุงคลอง การเพิ่มพื้นที่แก้มลิง การเพิ่มสถานีสูบน้ำ การปรับประตูระบายน้ำ และการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ
ทุกทางเลือกควรตอบได้ด้วยตัวเลขว่า ลงทุนเท่าไร ลดระดับน้ำได้เท่าไร ลดเวลาน้ำท่วมได้กี่ชั่วโมง ลดพื้นที่น้ำท่วมได้เท่าไร และลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด
ท้ายที่สุด เป้าหมายของระบบระบายน้ำเมืองอาจไม่ใช่การทำให้กรุงเทพมหานคร “ไม่มีน้ำท่วมเลย” ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทำได้ยากเมื่อเกิดฝนสุดขั้ว แต่คือการทำให้น้ำท่วม น้อยลง ลึกน้อยลง และอยู่กับเมืองสั้นลง
ฝนไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถออกแบบระบบให้บริหาร “เวลาและปริมาณน้ำ” ได้ดีขึ้น
สำหรับลาดกระบัง บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องเครื่องสูบน้ำหรือคลองที่ระบายช้า แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของการออกแบบระบบน้ำทั้งพื้นที่
จากพื้นที่รับน้ำ ต้องกลายเป็นพื้นที่บริหารน้ำ
จากคลองที่ทำงานแยกกัน ต้องกลายเป็นเครือข่ายเดียวกัน
และหากการศึกษาทางวิศวกรรมพิสูจน์ว่าเส้นทางเดิมมีคอขวดที่แก้ด้วยคลองหรือเครื่องสูบได้ยาก
“อุโมงค์ระบายน้ำ” ก็อาจเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ควรถูกนำมาศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อทำหน้าที่เป็นทางด่วนของน้ำในวันที่ระบบบนผิวดินรับไม่ไหว