นวัตกรรมที่ไม่ได้หยุดน้ำ แต่ “เปลี่ยนเวลาของน้ำ” — ถึงเวลาทบทวนระบบรับน้ำกรุงเทพฯ ด้วยหลักวิศวกรรม
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีความเปราะบางต่อปัญหาน้ำท่วมจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งฝนตกหนักในพื้นที่เมือง น้ำเหนือไหลหลาก น้ำทะเลหนุน และข้อจำกัดของระบบระบายน้ำที่ต้องรับน้ำจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน
แต่เมื่อย้อนกลับไปกว่า 30 ปี แนวคิดหนึ่งจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ รัชกาลที่ 9 กลับยังมีความน่าสนใจในเชิงวิศวกรรมอย่างมาก นั่นคือ “โครงการแก้มลิง”
พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ อธิบายปัญหาการระบายน้ำของพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ และในครั้งนั้นทรงขอ “แผ่นขาว” เพื่อทรงวาดแผนผังประกอบพระราชดำรัส เพราะทรงเห็นว่าแผนที่เดิมอธิบายได้ยาก
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทรงชี้ให้เห็นคือบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ สะพานกรุงเทพ สะพานพระเจ้าตากสิน สะพานพระราม 7 และสะพานพระพุทธยอดฟ้า ซึ่งทรงอธิบายว่าลำน้ำมีช่วงที่แคบลง ขณะที่น้ำจากทางเหนือไหลลงมา และน้ำทะเลหนุนจากด้านล่าง ทำให้เกิดข้อจำกัดในการระบายน้ำและเกิดการเอ่อล้นในพื้นที่
นี่คือสิ่งที่ในภาษาปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า “คอขวดของระบบระบายน้ำ”
แต่คำว่า “คอขวด” ไม่ควรตีความว่าแม่น้ำบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่น้ำ “ไหลออกไม่ได้เลย” หากควรเข้าใจว่า ความสามารถในการระบายน้ำของระบบมีขีดจำกัด ขณะที่ปริมาณน้ำที่เข้ามาในช่วงวิกฤตอาจมากกว่าความสามารถในการระบายออก
และตรงนี้เองที่แนวคิด “แก้มลิง” เข้ามามีบทบาท
แก้มลิงไม่ได้พยายามเอาชนะน้ำ แต่ “ซื้อเวลา” ให้ระบบ
หัวใจของแก้มลิงไม่ได้อยู่ที่การสร้างบ่อขนาดใหญ่แล้วนำทุกอย่างไปกองรวมกัน
แต่คือการทำให้ระบบมี พื้นที่พักน้ำชั่วคราว ในช่วงเวลาที่ระบบปลายทางยังรับน้ำไม่ได้เต็มที่
หลักการสามารถอธิบายอย่างง่ายได้ว่า

เมื่อใดที่ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ระบบมากกว่าความสามารถในการระบายออก น้ำส่วนเกินจะต้องไปอยู่ที่ใดที่หนึ่ง
หากไม่มีพื้นที่รองรับ น้ำส่วนเกินจะกลายเป็นน้ำท่วมบนถนน ในชุมชน หรือพื้นที่ลุ่ม
แต่หากมีแก้มลิง น้ำส่วนหนึ่งจะถูกเบี่ยงออกจากระบบหลักไปเก็บไว้ชั่วคราว
จากนั้น เมื่อระดับน้ำด้านปลายทางลดลง หรือระดับน้ำทะเลเอื้อให้ระบายได้ ระบบก็สามารถนำน้ำที่เก็บไว้ออกไปได้
นี่คือแนวคิดทางวิศวกรรมของ Detention Storage หรือการหน่วงน้ำ
พูดง่าย ๆ คือ
แก้มลิงไม่ได้ทำให้น้ำหายไป แต่ทำให้น้ำไม่ต้องออกไปพร้อมกันทั้งหมดในเวลาเดียวกัน
พระราชดำรัสปี 2538 อธิบายหลักการดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อทะเลหนุนให้ปิดระบบเพื่อเก็บน้ำไว้ และเมื่อระดับทะเลลดจึงเปิดให้ระบายออกโดยใช้แรงโน้มถ่วง หรือ Gravity Flow
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมแนวคิดแก้มลิงจึงยังมีความสำคัญในปัจจุบัน
“คอขวด” ไม่ได้อยู่ที่แม่น้ำอย่างเดียว แต่อยู่ที่ทั้งระบบ
หากมองด้วยหลักวิศวกรรมอุทกวิทยา การป้องกันน้ำท่วมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความกว้างของแม่น้ำเพียงจุดเดียว
ระบบจริงประกอบด้วย
ฝน → ท่อระบายน้ำ → คลอง → ประตูระบายน้ำ → สถานีสูบน้ำ → แม่น้ำ → ทะเล
หากจุดใดจุดหนึ่งมีความสามารถต่ำกว่าปริมาณน้ำที่กำลังเข้ามา จุดนั้นก็จะกลายเป็นข้อจำกัดของระบบ
ตัวอย่างเช่น ต่อให้มีสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ แต่ถ้าคลองก่อนถึงสถานีมีขนาดเล็ก น้ำก็ไปไม่ถึงสถานีได้เร็วพอ
ในทางกลับกัน ต่อให้คลองรับน้ำได้มาก แต่หากแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงจากน้ำเหนือหรือน้ำทะเลหนุน การระบายน้ำจากคลองลงแม่น้ำก็ทำได้ยากขึ้น
ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องคิดเป็น ระบบเครือข่ายน้ำทั้งชุด
ไม่ใช่เพียงถามว่า “จะสร้างคลองใหญ่ขึ้นหรือไม่”
แต่ต้องถามว่า
น้ำจะมาจากไหน → จะพักไว้ที่ไหน → จะส่งผ่านเส้นทางใด → จะระบายเมื่อใด → และปลายทางรับได้เท่าใด
ตัวเลขปัจจุบันสะท้อนว่า “พื้นที่พักน้ำ” ยังเป็นโจทย์สำคัญ
ข้อมูลของมูลนิธิชัยพัฒนาระบุว่า จากการศึกษาพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ประมาณ 650 ตารางกิโลเมตร หากเกิดฝนตกต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง จะมีน้ำส่วนเกินจากขีดความสามารถของระบบระบายน้ำเดิมประมาณ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจำเป็นต้องมีพื้นที่รองรับน้ำชั่วคราว
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นภาพสำคัญว่า
น้ำท่วมไม่ใช่เพียงปัญหา “น้ำมาก” แต่เป็นปัญหา “น้ำมากในเวลาที่ระบบระบายไม่ทัน”
กรุงเทพมหานครจึงยังคงพัฒนาแก้มลิงและพื้นที่หน่วงน้ำต่อเนื่อง
ข้อมูลแผนงานของ กทม. ระบุว่าระบบคลองและท่อระบายน้ำมีขีดจำกัด และมีการจัดทำโครงการแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำฝนส่วนเกิน โดยทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักน้ำก่อนทยอยระบายกลับเข้าสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะ
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ หลักการของแก้มลิงไม่ได้เป็นแนวคิดที่หมดอายุไปแล้ว แต่ยังถูกนำมาใช้ในระบบจัดการน้ำของกรุงเทพฯ
สิ่งที่วิศวกรรมสมัยใหม่ควรถามต่อจาก “แก้มลิง”
คำถามในวันนี้จึงไม่ควรเป็นเพียง
“กรุงเทพฯ มีแก้มลิงเพียงพอหรือยัง?”
แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า
“แก้มลิงแต่ละแห่งสามารถรับน้ำได้เท่าไร และสามารถปล่อยน้ำกลับออกมาได้เร็วเท่าไร?”
เพราะ “ปริมาตร” อย่างเดียวไม่เพียงพอ
ลองสมมติว่ามีพื้นที่แก้มลิงแห่งหนึ่งสามารถเก็บน้ำได้ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตัวเลขนี้ฟังดูมาก
แต่หากน้ำไหลเข้ามาเร็วมาก ขณะที่ระบบระบายออกทำได้ช้า พื้นที่ดังกล่าวก็สามารถเต็มได้อย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกัน หากมีระบบควบคุมที่สามารถ พร่องน้ำออกล่วงหน้าก่อนพายุหรือฝนหนัก แล้วรักษาพื้นที่ว่างไว้ ก็จะสามารถรับน้ำก้อนใหม่ได้มากขึ้น
นี่คือแนวคิดที่ควรนำมาใช้กับกรุงเทพฯ อย่างจริงจัง
“แก้มลิงอัจฉริยะ” อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการสร้างบ่อใหม่ทั้งหมด
นวัตกรรมขั้นต่อไปอาจไม่ใช่การสร้างพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่เป็นการทำให้ พื้นที่ที่มีอยู่แล้วทำงานเป็นเครือข่ายเดียวกัน
เช่น
- บึงและสวนสาธารณะ
- คลอง
- พื้นที่ว่างของรัฐ
- พื้นที่เกษตรกรรม
- Water Bank
- พื้นที่ใต้ทางด่วนหรือโครงสร้างพื้นฐานบางประเภท
- พื้นที่หน่วงน้ำในโครงการพัฒนาเมือง
- พื้นที่รับน้ำชั่วคราวในอาคารหรือโครงการขนาดใหญ่
พื้นที่เหล่านี้สามารถถูกเชื่อมเข้ากับระบบระบายน้ำด้วยประตูควบคุมและสถานีสูบน้ำ
จากนั้นใช้ข้อมูลระดับน้ำ ฝน และน้ำทะเลหนุน เพื่อบริหารพื้นที่เก็บน้ำแบบ “ล่วงหน้า”
หัวใจใหม่คือ “พร่องน้ำก่อนฝนมา”
นี่อาจเป็นจุดที่ควรพัฒนาต่อจากแนวคิดแก้มลิงเดิมมากที่สุด
หากรู้ว่าฝนหนักกำลังจะเกิดขึ้น การมีแก้มลิงที่เต็มอยู่แล้วแทบไม่มีประโยชน์
ระบบจึงควรทำงานเป็น 3 ระยะ
ระยะที่ 1 – ก่อนฝน
ใช้ข้อมูลพยากรณ์ฝนและระดับน้ำ ตรวจสอบว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะมีน้ำเข้าสู่ระบบเท่าไร
หากมีความเสี่ยงสูง ให้เริ่ม พร่องน้ำออกจากแก้มลิง
ระยะที่ 2 – ระหว่างฝน
ปิดหรือปรับประตูในจุดที่เหมาะสม แล้วนำน้ำส่วนเกินเข้าสู่พื้นที่หน่วงน้ำ
เป้าหมายคือไม่ให้น้ำทั้งหมดไหลเข้าสู่ระบบคลองและท่อพร้อมกัน
ระยะที่ 3 – หลังฝน
เมื่อฝนหยุดและระดับน้ำปลายทางลดลง จึงค่อยระบายแก้มลิงกลับเข้าสู่คลองหรือแม่น้ำ
เท่ากับทำให้พื้นที่เดียวกันสามารถรองรับน้ำได้มากกว่าหนึ่งรอบในฤดูฝน หากมีเวลาพอสำหรับการพร่องน้ำ
จุดสำคัญ: แก้มลิงไม่ใช่ “คำตอบเดียว” ของกรุงเทพฯ
ข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กทม. ชี้ว่าปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ มีทั้งน้ำฝน น้ำทะเลหนุน และน้ำเหนือไหลหลาก จึงต้องใช้ระบบหลายประเภทประกอบกัน ทั้งคลอง ท่อ ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ และแก้มลิง
ข้อมูลของ กทม. ยังระบุด้วยว่าแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงกรุงเทพฯ สามารถรองรับน้ำเหนือได้ประมาณ 2,500 – 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีโดยทั่วไปโดยไม่ล้นตลิ่ง ขณะที่ในปีที่มีน้ำเหนือมาก ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ อาจอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 5,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งสะท้อนว่าระบบแม่น้ำเองก็มีขีดความสามารถจำกัด
ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ที่น้ำเหนือมีปริมาณสูงมากพร้อมกับน้ำทะเลหนุนสูงและฝนตกหนักในกรุงเทพฯ เอง การเพิ่มแก้มลิงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีน้ำท่วม
ในทางวิศวกรรม สิ่งที่ต้องทำคือ ลด Peak Flow หรือปริมาณน้ำสูงสุดที่เข้าสู่ระบบในช่วงเวลาเดียวกัน
และนี่คือสิ่งที่แก้มลิงทำได้ดี
จาก “ปริมาณน้ำ” สู่ “อัตราการไหล”
นี่คือประเด็นที่ควรนำเสนอให้สังคมเข้าใจมากขึ้น
สมมติว่าฝนตกทำให้เกิดน้ำ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร
สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ถามว่า
“มีน้ำ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือไม่?”
แต่ต้องถามว่า
“น้ำ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้นเข้ามาภายในกี่ชั่วโมง?”
ถ้าน้ำ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรเข้ามาใน 10 ชั่วโมง ระบบต้องจัดการเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
แต่ถ้าน้ำปริมาณเดียวกันเข้ามาในเวลา 2 ชั่วโมง ภาระของระบบจะสูงขึ้นมาก
นี่คือเหตุผลว่าทำไม พื้นที่หน่วงน้ำ จึงมีความสำคัญ
มันเปลี่ยนรูปแบบของกราฟน้ำจาก
ยอดน้ำสูงมากในช่วงเวลาสั้น
ให้กลายเป็น
ยอดน้ำต่ำลง แต่กระจายออกไปในช่วงเวลานานขึ้น
ในทางวิศวกรรม นี่เรียกว่า การลดและหน่วง Peak Flow
และเป็นหัวใจของการจัดการน้ำฝนสมัยใหม่
ข้อเสนอ: กรุงเทพฯ ควรมี “แผนที่แก้มลิงทั้งเมือง” แบบเรียลไทม์
หากจะต่อยอดแนวคิดแก้มลิงให้เป็นนวัตกรรมในศตวรรษที่ 21 ข้อเสนอหนึ่งคือการสร้าง Digital Water Map ของกรุงเทพฯ
ไม่ใช่เพียงแผนที่ว่าตรงไหนมีแก้มลิง
แต่ต้องรู้แบบเรียลไทม์ว่า
แก้มลิง A เหลือน้ำได้อีกกี่ลูกบาศก์เมตร
คลอง B รับน้ำได้อีกเท่าไร
ประตู C เปิดได้หรือไม่
สถานีสูบ D กำลังสูบอยู่เท่าไร
เจ้าพระยามีระดับน้ำเท่าไร
น้ำทะเลกำลังขึ้นหรือลง
และ
อีก 3 – 6 ชั่วโมงข้างหน้าจะมีฝนตกมากเท่าไร
เมื่อข้อมูลทั้งหมดถูกนำมารวมกัน ระบบสามารถคำนวณได้ว่า
ควรเอาน้ำไปไว้ที่ไหนก่อน และควรระบายออกจากที่ไหนก่อน
นี่จะทำให้ “แก้มลิง” จากเดิมที่เป็นพื้นที่รับน้ำ กลายเป็น เครือข่ายบริหารน้ำแบบไดนามิก
และควรเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จ
การประเมินแก้มลิงไม่ควรดูเพียงว่า
“เก็บน้ำได้กี่ล้านลูกบาศก์เมตร”
ควรมีตัวชี้วัดอย่างน้อย 5 ตัว
1. Storage Capacity
เก็บน้ำได้เท่าไร
2. Inflow Capacity
รับน้ำเข้ามาได้เร็วเท่าไร
3. Outflow Capacity
ระบายออกได้เร็วเท่าไร
4. Available Storage ก่อนฝนตก
ก่อนฝนหนักมีพื้นที่ว่างเหลือเท่าไร
5. Peak Flow Reduction
ลดปริมาณน้ำสูงสุดที่เข้าสู่คลองและพื้นที่เมืองได้เท่าไร
ข้อ 4 และข้อ 5 มีความสำคัญมาก เพราะแก้มลิงที่มีปริมาตรมากแต่ไม่สามารถรับน้ำได้ทัน หรือไม่มีพื้นที่ว่างในช่วงเกิดฝนหนัก อาจไม่สามารถให้ประโยชน์เต็มศักยภาพ
บทเรียนจากพระราชดำริเมื่อ 30 ปีก่อน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของพระราชดำริเรื่องแก้มลิงอาจไม่ใช่การบอกว่า “ต้องสร้างบ่อกักน้ำ”
แต่คือการมองเห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาของ “เวลา” และ “ระบบ”
น้ำไม่ได้จำเป็นต้องถูกระบายออกทันทีทุกหยด
ในบางช่วง การพยายามผลักน้ำออกไปพร้อมกันอาจทำให้ระบบปลายทางรับไม่ไหว
ทางเลือกคือ
พักน้ำ → รอจังหวะ → แล้วค่อยระบาย
หลักคิดนี้สอดคล้องกับหลักการบริหารน้ำสมัยใหม่อย่างชัดเจน
และเมื่อเมืองมีพื้นที่ว่างน้อยลงเรื่อย ๆ การแก้ปัญหาในอนาคตจึงอาจไม่ใช่เพียงการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ขึ้น แต่คือการทำให้ พื้นที่ทุกแห่งที่สามารถหน่วงน้ำได้ ทำงานเชื่อมโยงกัน
ข้อเสนอสำหรับกรุงเทพฯ ในวันนี้
หากนำแนวคิดแก้มลิงมาพัฒนาต่อ ข้อเสนอที่ควรศึกษาอย่างจริงจังมีอย่างน้อย 6 เรื่อง
1. จัดทำ “บัญชีพื้นที่รับน้ำ” ทั้งกรุงเทพฯ
ไม่ว่าจะเป็นบึง สวน คลอง พื้นที่รัฐ หรือพื้นที่เอกชนที่สามารถทำหน้าที่หน่วงน้ำได้ ต้องมีข้อมูลปริมาตรและตำแหน่งอย่างเป็นระบบ
2. เชื่อมแก้มลิงเข้าด้วยกัน
ไม่ควรบริหารแต่ละแห่งแยกกัน หากพื้นที่หนึ่งเต็ม ควรมีระบบส่งน้ำไปยังพื้นที่ที่ยังมี Capacity เหลือ
3. ใช้ระบบพยากรณ์เพื่อพร่องน้ำล่วงหน้า
แก้มลิงควรมีพื้นที่ว่างก่อนเกิดฝนหนัก ไม่ใช่รอให้ฝนตกแล้วจึงเริ่มคิดว่าจะเอาน้ำไปไว้ที่ไหน
4. เพิ่มทางระบายน้ำออกจากแก้มลิง
พื้นที่เก็บน้ำที่ดีต้องมีทั้ง ทางเข้าและทางออก หากรับน้ำได้มากแต่ระบายกลับไม่ได้ ก็จะสูญเสียความสามารถในการรับน้ำรอบต่อไป
5. วิเคราะห์ “คอขวด” เป็นรายจุด
ต้องใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและชลศาสตร์ตรวจสอบว่า จุดใดของระบบเป็นตัวจำกัดจริง ไม่ว่าจะเป็นคลอง ท่อ ประตูน้ำ สถานีสูบ หรือระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
6. ตั้งเป้าหมายที่วัดได้
แทนที่จะตั้งเป้าว่า “กรุงเทพฯ จะไม่ท่วม” ควรตั้งเป้าในเชิงวิศวกรรม เช่น
ลดพื้นที่น้ำท่วมลงกี่เปอร์เซ็นต์
ลดความลึกของน้ำกี่เซนติเมตร
ลดระยะเวลาน้ำท่วมจากกี่ชั่วโมงเหลือกี่ชั่วโมง
ลด Peak Flow ได้กี่ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เป้าหมายลักษณะนี้สามารถตรวจสอบได้และนำไปออกแบบระบบจริงได้
บทสรุป
เมื่อย้อนกลับไปดูพระราชดำรัสวันที่ 4 ธันวาคม 2538 จะเห็นว่าคำว่า “แก้มลิง” ไม่ได้หมายถึงเพียงพื้นที่เก็บน้ำ แต่เป็นแนวคิดในการจัดการ “จังหวะ” ของน้ำ
เมื่อปลายทางระบายไม่ได้ ก็พักน้ำไว้
เมื่อน้ำทะเลหนุน ก็ป้องกันการไหลย้อน
เมื่อระดับน้ำเอื้อ ก็เปิดทางระบาย
และเมื่อฝนกำลังจะมา ก็ต้องเตรียมพื้นที่ให้พร้อมรับน้ำก่อนที่น้ำจะมาถึง
พระราชดำริในครั้งนั้นจึงมีแก่นสำคัญอยู่ที่การ บริหารปริมาณน้ำ เวลา และความสามารถในการระบายให้สัมพันธ์กัน
วันนี้ กรุงเทพฯ มีเทคโนโลยีที่เมื่อ 30 ปีก่อนไม่มี ทั้งเรดาร์ฝน เซนเซอร์ระดับน้ำ ระบบพยากรณ์ แบบจำลองคอมพิวเตอร์ ระบบควบคุมประตูน้ำ และข้อมูลแบบเรียลไทม์
โจทย์จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การถามว่า
“เราจะสร้างแก้มลิงเพิ่มอีกกี่แห่ง?”
แต่อาจต้องเปลี่ยนเป็นคำถามว่า
“เราจะทำให้แก้มลิงทุกแห่งในกรุงเทพฯ ทำงานเป็นระบบเดียวกันได้อย่างไร?”
เพราะในที่สุดแล้ว การป้องกันน้ำท่วมเมืองขนาดใหญ่อาจไม่ได้เกิดจากการสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ใหญ่ที่สุด
แต่อาจเกิดจากการทำให้ พื้นที่เล็ก ๆ จำนวนมาก คลองจำนวนมาก ประตูน้ำจำนวนมาก สถานีสูบน้ำจำนวนมาก และพื้นที่พักน้ำจำนวนมาก ทำงานให้ถูกจังหวะเดียวกัน
นี่คือการต่อยอดแนวคิด “แก้มลิง” จาก พื้นที่รับน้ำ ไปสู่ ระบบบริหารน้ำทั้งเมือง
และอาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้กรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้อง “เอาชนะน้ำ” แต่สามารถ อยู่ร่วมกับน้ำโดยควบคุมเวลาและเส้นทางของมันให้ได้มากที่สุด