ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังเปลี่ยนจากช่วงทดลองเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยจีนกลายเป็นตลาดสำคัญที่สุดของโลก ทั้งในฐานะผู้ผลิตและผู้ใช้งาน ขณะที่ผู้ผลิตจีนหลายรายเร่งพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีราคาถูกลง เคลื่อนไหวเร็วขึ้น และสามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ในสภาพแวดล้อมจริงได้
หุ่นยนต์ที่ถูกนำไปพัฒนาและใช้งานในตลาดจีนมีตั้งแต่รุ่นสำหรับโรงงาน คลังสินค้า และโลจิสติกส์ ไปจนถึงรุ่นที่ออกแบบสำหรับการเก็บข้อมูลเพื่อฝึก AI
เปิดสเปกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นสำคัญ
Unitree G1
หุ่นยนต์ขนาดกะทัดรัดสำหรับงานวิจัยและการพัฒนา AI มีความสูงประมาณ 132 เซนติเมตร น้ำหนักราว 35 กิโลกรัม สามารถเดิน วิ่ง และเคลื่อนไหวข้อต่อได้หลายรูปแบบ จุดเด่นคือมีราคาต่ำกว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับอุตสาหกรรมหลายรุ่น จึงถูกนำไปใช้ในงานวิจัย การพัฒนาระบบควบคุม และการเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหว
UBTECH Walker S
เป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่พัฒนาสำหรับภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ มีความสูงประมาณ 170 เซนติเมตร และถูกออกแบบให้ทำงานในโรงงาน เช่น การตรวจสอบชิ้นส่วน การหยิบจับ และการขนย้ายวัสดุ โดยมีการทดลองใช้งานในสายการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์
AGIBOT
บริษัทจีนที่พัฒนาหุ่นยนต์หลายรูปแบบ ตั้งแต่หุ่นยนต์สองขาสำหรับงานทั่วไปไปจนถึงหุ่นยนต์ที่ออกแบบสำหรับโรงงาน จุดสำคัญของแพลตฟอร์มคือการเก็บข้อมูลจากการทำงานจริง เพื่อนำกลับไปปรับปรุงระบบ AI และความสามารถในการควบคุมหุ่นยนต์
Galbot
มุ่งเน้นหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานกับวัตถุและสภาพแวดล้อมจริง โดยเฉพาะงานหยิบจับและเคลื่อนย้ายสินค้า มีการนำไปทดลองในสภาพแวดล้อมของโรงงานและระบบโลจิสติกส์
หุ่นยนต์ถูกซื้อไปทำอะไร
การใช้งานในปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ได้แก่
- โรงงานและสายการผลิต – หยิบจับชิ้นส่วน ประกอบชิ้นงาน ตรวจสอบสินค้า และเคลื่อนย้ายวัสดุ
- อุตสาหกรรมยานยนต์ – ทดลองทำงานซ้ำ ๆ ในสายการผลิตและงานที่ต้องเดินหรือเคลื่อนย้ายระหว่างจุด
- คลังสินค้าและโลจิสติกส์ – หยิบและจัดเรียงสินค้า ขนย้ายสิ่งของ และปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ออกแบบมาสำหรับมนุษย์
- การพัฒนา AI – ใช้หุ่นยนต์เก็บข้อมูลภาพ การเคลื่อนไหว และปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ เพื่อฝึกโมเดล AI
- บริการและการสาธิต – ใช้ในนิทรรศการ ร้านค้า การต้อนรับ และกิจกรรมเพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยี
- งานวิจัย – ใช้พัฒนาระบบเดิน การทรงตัว การมองเห็น การหยิบจับ และการทำงานร่วมกับมนุษย์ จาก “หุ่นยนต์โชว์เทคโนโลยี” สู่ “แรงงานดิจิทัล”
การแข่งขันของผู้ผลิตไม่ได้อยู่ที่การทำให้หุ่นยนต์เดินได้เพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยับไปสู่การทำให้หุ่นยนต์ รับรู้สภาพแวดล้อม ตัดสินใจ หยิบจับสิ่งของ และทำงานต่อเนื่องในสถานที่จริง
ปัจจัยที่ตลาดจับตามองจึงไม่ได้มีเพียงราคา แต่รวมถึง น้ำหนักตัว ความเร็วในการเดิน อายุแบตเตอรี่ ความสามารถในการยกของ จำนวนองศาอิสระของข้อต่อ ความแม่นยำของมือ ระบบมองเห็น และความสามารถของ AI
หากต้นทุนลดลงและหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ต่อเนื่องมากขึ้น การใช้งานในโรงงาน คลังสินค้า และโลจิสติกส์อาจขยายตัวจากโครงการทดลองไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้างมากขึ้น