ศาสตร์การดูแลสุขภาพของจีนโบราณที่สืบทอดกันมายาวนานยังคงได้รับการอนุรักษ์และฝึกฝนในหลายสำนักของจีน รวมถึงสำนักเส้าหลิน ซึ่งให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ลมหายใจ และสมาธิ เพื่อส่งเสริมความสมดุลของร่างกายและจิตใจ
หนึ่งในชุดการฝึกที่ได้รับความนิยมคือ ป้าต้วนจิ่น (Ba Duan Jin) ศาสตร์ชี่กงโบราณที่มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี ประกอบด้วยท่าบริหารร่างกาย 8 ท่า โดยหนึ่งในท่าที่ถูกกล่าวถึงบ่อยคือ “นกเค้าแมวเหลียวหลัง” ซึ่งเน้นการหมุนลำตัว คอ และหัวไหล่อย่างช้า ๆ ควบคู่กับการกำหนดลมหายใจ แตกต่างจากการยืดเหยียดในแนวตรงที่คุ้นเคย
ตามแนวคิดของศาสตร์ชี่กง ร่างกายเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และการไหลเวียนของพลังงาน การเคลื่อนไหวแบบหมุนวนอย่างนุ่มนวลร่วมกับการหายใจที่สม่ำเสมอ เชื่อว่าช่วยผ่อนคลายความตึงของร่างกาย เพิ่มความยืดหยุ่น และส่งเสริมการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
การฝึกเริ่มจากการยืนอย่างมั่นคง วางน้ำหนักให้สมดุลบนฝ่าเท้า ยืดแนวกระดูกสันหลังให้ผ่อนคลาย จากนั้นจึงค่อย ๆ หมุนแขน ลำตัว และศีรษะอย่างช้า ๆ โดยไม่ฝืนร่างกาย พร้อมประสานจังหวะการหายใจเข้าและออก ผู้ฝึกจะเน้นความนุ่มนวลและความต่อเนื่องมากกว่าการใช้แรง เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับสมดุลด้วยตนเอง
ในแนวทางการฝึกของสำนักเส้าหลิน การออกกำลังกายไม่ได้มุ่งเพียงเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย แต่ยังให้ความสำคัญกับการฝึกจิต สมาธิ และการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับลมหายใจ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของศิลปะการต่อสู้และการดูแลสุขภาพควบคู่กัน
ปัจจุบัน ป้าต้วนจิ่นได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก และได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่ต้องการออกกำลังกายแบบนุ่มนวล รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการเสริมความยืดหยุ่นของร่างกาย แม้ว่าศาสตร์ดังกล่าวจะมีประวัติการสืบทอดมาอย่างยาวนาน แต่ผลลัพธ์ของการฝึกอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และไม่ควรใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือการรักษาทางการแพทย์เมื่อมีอาการเจ็บป่วย
การคงอยู่ของศาสตร์ชี่กงในสำนักเส้าหลินและสำนักดั้งเดิมหลายแห่งของจีน สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพที่สืบทอดผ่านการเคลื่อนไหว ลมหายใจ และการฝึกจิต ซึ่งยังคงได้รับการศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพจนถึงปัจจุบัน