ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุนและผู้ประกอบการชาวจีน ทั้งการเปิดบริษัท การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจบริการ ขณะที่ภาครัฐไทยเร่งตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายใช้ “นอมินี” ถือหุ้นแทนคนต่างชาติ หลังพบความผิดปกติในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าชาวจีนส่วนใหญ่ต้องการสัญชาติไทย แต่สะท้อนแนวโน้มของนักลงทุนบางกลุ่มที่ต้องการสร้างฐานดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจจีนที่เติบโตชะลอลง การแข่งขันในประเทศที่รุนแรง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น

ประเทศไทยได้รับความสนใจจากจุดแข็งหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางอาเซียน ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงภูมิภาค ค่าครองชีพที่ยังแข่งขันได้ และภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง ทำให้หลายธุรกิจเลือกใช้ไทยเป็นฐานในการขยายตลาด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หน่วยงานรัฐจับตาไม่ใช่การเข้ามาลงทุนตามปกติ แต่คือการใช้ช่องว่างของกฎหมายผ่านการจัดตั้งบริษัทที่มีคนไทยถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า “นอมินี” เพื่อดำเนินธุรกิจในกิจการที่กฎหมายจำกัดคนต่างชาติ รวมถึงการถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านโครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้การตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมตัวจริงเป็นไปได้ยาก

ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งตรวจสอบบริษัทที่เข้าข่ายนอมินีกว่า 21,000 ราย โดยครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ท่องเที่ยว ค้าปลีก และบริการ พร้อมประสานหน่วยงานด้านความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขยายผลไปยังผู้ที่อยู่เบื้องหลัง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมาย

พื้นที่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต พัทยา และเกาะสมุย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนจากต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจระบุว่า แรงจูงใจของเครือข่ายที่ทำผิดกฎหมายบางส่วน ไม่ได้อยู่ที่การขอสัญชาติไทย แต่เป็นการลดข้อจำกัดด้านการดำเนินธุรกิจ การควบคุมทรัพย์สิน และการสร้างเครือข่ายธุรกิจแบบปิด ตั้งแต่แหล่งเงินทุน ผู้ถือหุ้น ผู้จัดหาแรงงาน ผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงฐานลูกค้า ซึ่งล้วนเป็นคนในเครือข่ายเดียวกัน ส่งผลให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการมีความซับซ้อนมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันต้องยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ปิดช่องโหว่การใช้นอมินี และเพิ่มความโปร่งใสในการถือครองธุรกิจ เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติเป็นไปบนพื้นฐานของการแข่งขันที่เป็นธรรม และไม่กระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง

กรณีการเร่งปราบปรามบริษัทนอมินีในปี 2569 จึงสะท้อนว่า ความท้าทายของไทยไม่ได้อยู่ที่การมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามา แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และทำให้ทุกฝ่ายอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *