จี้ตรวจสอบบุคคลที่อ้างเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา หวั่นเด็กและผู้ปกครองตกเป็นเหยื่อซ้ำ
กลายเป็นประเด็นที่สังคมต้องจับตามอง หลังมีรายงานข่าวผู้ปกครองและนักเรียนร้องเรียนกรณีสมัครโครงการเรียนภาษาจีนระยะสั้นในประเทศจีนกับสถาบันสอนภาษาเอกชนแห่งหนึ่ง โดยชำระเงินล่วงหน้ารายละหลายหมื่นบาท แต่เมื่อใกล้ถึงวันเดินทางกลับไม่ได้รับตั๋วเครื่องบินและเอกสารสำคัญตามที่กำหนดไว้
จ่ายเงินแล้ว แต่ใกล้วันเดินทางกลับเกิดปัญหา
จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ตัวแทนนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองได้เข้าร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) หลังสมัครโครงการเรียนภาษาจีนระยะสั้น ณ เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน
ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่า โครงการเดิมกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 10 – 24 ตุลาคม 2569 มีค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000 – 50,000 บาทต่อครอบครัว แต่เมื่อใกล้ถึงวันเดินทาง ผู้สมัครบางส่วนยังไม่ได้รับตั๋วเครื่องบินและหนังสือเชิญจากสถาบันปลายทาง
ต่อมา มีการแจ้งเลื่อนวันเดินทางและเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยปลายทางกะทันหัน ยิ่งทำให้ผู้ปกครองเกิดความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมและความน่าเชื่อถือของโครงการ
รายงานข่าวยังระบุว่า สถาบันการศึกษาปลายทางที่ถูกกล่าวถึงได้ชี้แจงว่าไม่ได้ร่วมดำเนินโครงการกับผู้จัดงานรายดังกล่าว ขณะที่ผู้เสียหายบางส่วนระบุว่า เมื่อขอเงินคืนกลับไม่สามารถติดต่อผู้จัดโครงการได้ตามปกติ
เบื้องต้นมีรายงานผู้ร้องเรียน 29 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1.13 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่รับข้อมูลเพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อร้องเรียนที่สื่อรายงาน ยังต้องรอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและความรับผิดทางกฎหมายของผู้เกี่ยวข้อง
อีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบ: มีการใช้ชื่อครูหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในโรงเรียนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหรือไม่?
นอกเหนือจากปัญหาเรื่องตั๋วเครื่องบิน เอกสารเดินทาง และการคืนเงินแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรตรวจสอบอย่างจริงจังเกี่ยวกับบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์และรับสมัครนักเรียนเข้าร่วมโครงการ
หากมีผู้กล่าวอ้างว่าตนเป็นครู เป็นบุคลากรทางการศึกษา เป็นผู้ประสานงานกับโรงเรียน หรือเป็นบุคคลที่ผู้ปกครองรู้จักและให้ความไว้วางใจ ย่อมจำเป็นต้องตรวจสอบว่าบุคคลเหล่านั้นมีสถานะและอำนาจหน้าที่จริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่
เพราะความเชื่อมั่นที่ผู้ปกครองมีต่อครู โรงเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการชักชวนให้ผู้อื่นจ่ายเงิน โดยปราศจากหลักฐานยืนยันความถูกต้องของโครงการ
ประเด็นที่หน่วยงานเกี่ยวข้องควรตรวจสอบ ได้แก่
- บุคคลที่แนะนำหรือชักชวนให้สมัครโครงการเป็นใคร มีสถานะเป็นครูหรือบุคลากรของโรงเรียนจริงหรือไม่ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดโครงการในระดับใด
- มีการนำชื่อ ตำแหน่ง หรือภาพถ่ายของครูและบุคคลที่มีชื่อเสียงในโรงเรียนมาใช้หรือไม่ หากมี บุคคลเหล่านั้นรับรู้และอนุญาตหรือไม่ หรืออาจถูกนำชื่อไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
- มีการกล่าวอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือหน่วยงานราชการอื่นหรือไม่ หากมี ควรตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง
- โรงเรียนที่มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการได้รับรองหรืออนุมัติโครงการจริงหรือไม่ ต้องแยกให้ชัดระหว่างโรงเรียนที่รับรองโครงการ โรงเรียนที่เพียงประชาสัมพันธ์ และโรงเรียนที่อาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
- ใครเป็นผู้รับเงินและใครเป็นผู้รับผิดชอบการจัดโครงการ ควรตรวจสอบบัญชีรับโอน สัญญา ใบเสร็จ หลักฐานการจองเที่ยวบิน และเอกสารติดต่อกับมหาวิทยาลัยในประเทศจีน
- มีผู้เสียหายจากโครงการอื่นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือรูปแบบการชักชวนเดียวกันหรือไม่ หากพบความเชื่อมโยง ควรรวบรวมหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มเติม
ทั้งนี้ การปรากฏชื่อบุคคลในโฆษณา การเป็นผู้แนะนำโครงการ หรือการทำงานในโรงเรียน ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกระทำผิดเสมอไป จำเป็นต้องตรวจสอบบทบาทและพยานหลักฐานเป็นรายบุคคล เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย
ราคา 39,900 บาท กับโครงการ 12 วัน ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?
มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับโครงการเรียนจีนที่ระบุค่าใช้จ่าย 39,900 บาท และระยะเวลา 12 วัน รวมถึงข้อกล่าวอ้างว่ามีนักเรียนและผู้ปกครองจากหลายโรงเรียนได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารายละเอียดดังกล่าวเป็นโครงการเดียวกับกรณีที่สื่อรายงานเกี่ยวกับเมืองฉงชิ่งหรือไม่ จึงควรตรวจสอบเอกสารและข้อมูลจากผู้เสียหายโดยตรงก่อนสรุปว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน
สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงราคาถูกหรือแพง แต่คือผู้จัดโครงการมีตัวตนจริงหรือไม่ มหาวิทยาลัยปลายทางยืนยันการรับนักเรียนหรือไม่ และมีหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินกับผู้ให้บริการจริงหรือไม่
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ เพื่อปกป้องเด็กและผู้ปกครอง
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบโครงการศึกษาต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการที่รับสมัครเด็กและเยาวชน ซึ่งผู้ปกครองต้องจ่ายเงินล่วงหน้าและฝากความหวังไว้กับผู้จัดงาน
หากมีการแอบอ้างชื่อบุคคลหรือหน่วยงาน มีการรับเงินแล้วไม่ดำเนินการตามข้อตกลง หรือมีพฤติการณ์อื่นที่เข้าข่ายการกระทำผิด ก็ควรตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดช่องทางให้ผู้เสียหายรวบรวมหลักฐาน และชี้แจงความคืบหน้าตามกระบวนการ เพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กและผู้ปกครอง
เด็กตั้งใจเรียน พ่อแม่ตั้งใจสนับสนุนอนาคตของลูก ความฝันในการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมต่างประเทศไม่ควรกลายเป็นความเสียหายที่ครอบครัวต้องแบกรับเพียงลำพัง
ขอเชิญผู้ที่มีข้อมูลหรือหลักฐานเกี่ยวกับโครงการที่ถูกร้องเรียน ส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบโดยตรง พร้อมขอให้ผู้เผยแพร่ข้อมูลทุกฝ่ายระมัดระวังการระบุชื่อบุคคล เพื่อให้การตรวจสอบเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและนำไปสู่ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน