นักโบราณคดีเปิดมุมมองใหม่จากการศึกษาหลักฐานโบราณคดีบนแผ่นดินไทย โดยเสนอว่า “ปุษยะ” หรือกลุ่มดาวปุยฝ้าย ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อทางโหราศาสตร์ในอดีต แต่ยังอาจมีบทบาทในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองและสะท้อนแนวคิดจักรวาลวิทยาของชนชั้นปกครองในดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน
ข้อเสนอดังกล่าวอ้างอิงจากการเชื่อมโยงหลักฐานสำคัญ 2 ชิ้น ได้แก่ จารึกจากเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งกล่าวถึง “ปุษยคีรี” หรือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับปุษยราชาฤกษ์ และแหวนทองคำโบราณที่ค้นพบจากแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งสลักอักษรพราหมีว่า “ปุสรขิตส” โดยนักวิชาการตีความว่ามีความหมายว่า “ผู้ได้รับการคุ้มครองจากดาวปุษยะ”
นักโบราณคดีเห็นว่า แม้หลักฐานทั้งสองชิ้นจะค้นพบในคนละพื้นที่ แต่กลับสะท้อนความเชื่อร่วมกันเกี่ยวกับ “ปุษยะ” ซึ่งอาจมีสถานะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล อำนาจ และความชอบธรรมของผู้ปกครองในยุคนั้น
การศึกษายังเชื่อมโยงกับคัมภีร์ดาราศาสตร์และโหราศาสตร์อินเดียโบราณ ซึ่งจัดให้ “ปุษยะ” เป็นหนึ่งในฤกษ์สำคัญ โดยมีพระพฤหัสบดีเป็นเทพผู้ปกปักรักษา อันเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา คุณธรรม และความเจริญรุ่งเรือง ทั้งยังมีความเชื่อว่าดาวพฤหัสบดีจะมีกำลังสูงสุดเมื่อสถิตอยู่ในราศีกรกฎ จึงทำให้กลุ่มดาวปุษยะได้รับการยกย่องเป็นฤกษ์มงคลสำหรับพระมหากษัตริย์และพิธีกรรมสำคัญ
นักวิชาการเสนอว่า การนำชื่อ “ปุษยะ” มาใช้กับเมือง ศาสนสถาน หรือเครื่องประดับของชนชั้นนำ อาจสะท้อนความพยายามเชื่อมโยงอำนาจของผู้ปกครองเข้ากับระเบียบของจักรวาล เพื่อเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์และความชอบธรรมในการปกครอง มากกว่าจะเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล
นอกจากนี้ การตีความดังกล่าวยังช่วยเปิดมิติใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของรัฐโบราณในสุวรรณภูมิ โดยชี้ให้เห็นว่าความรู้ด้านดาราศาสตร์ ความเชื่อ และการเมือง อาจมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอำนาจของชนชั้นปกครองในอดีต
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการระบุว่า ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการศึกษาวิจัย และจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีและเอกสารเพิ่มเติม เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างดาราศาสตร์ ความเชื่อ และการเมืองในสังคมโบราณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น