Quantum Technology คลื่นลูกใหม่หลัง AI มหาอำนาจเร่งปั้นกำลังคนก่อนตกขบวนเศรษฐกิจโลก
ในขณะที่ทั่วโลกยังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กำลังถูกจับตามองอย่างมากคือ Quantum Technology หรือเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งถูกมองว่าอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกไม่ต่างจากการกำเนิดอินเทอร์เน็ตหรือ AI ในอดีต
หลายประเทศมหาอำนาจกำลังเร่งลงทุนด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัม ระบบสื่อสารควอนตัม และการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยนักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่า Quantum Technology อาจกลายเป็นตลาดมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
ปัจจุบันประเทศที่อยู่แถวหน้าของโลกด้าน Quantum Technology ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน สหราชอาณาจักร เยอรมนี แคนาดา ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน ซึ่งต่างทุ่มงบประมาณวิจัยหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และมีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเข้าร่วมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สหรัฐอเมริกามีจุดแข็งด้านระบบนิเวศนวัตกรรมและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น IBM, Google, Microsoft และ Amazon ที่ลงทุนพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมอย่างจริงจัง ขณะที่จีนได้รับการยอมรับว่ามีความก้าวหน้าสูงด้าน Quantum Communication หรือการสื่อสารควอนตัมผ่านดาวเทียม โดยสามารถสร้างเครือข่ายทดลองที่ครอบคลุมระยะทางหลายพันกิโลเมตร
ส่วนสหราชอาณาจักรและเยอรมนีมีบทบาทสำคัญด้านการวิจัยพื้นฐานและการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ขณะที่แคนาดาถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสตาร์ตอัปด้านควอนตัมและนักวิจัยชั้นนำจำนวนมาก ส่วนญี่ปุ่นกำลังเร่งสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันการใช้งานจริงในภาคการผลิตและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเงินลงทุน แต่คือ “กำลังคน” เนื่องจาก Quantum Technology ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ทั้งด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล
ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่มีบุคลากรและนักวิจัยด้านควอนตัมมากที่สุดของโลก รองลงมาคือจีน สหราชอาณาจักร เยอรมนี และแคนาดา ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เช่น MIT, Harvard, Stanford, Oxford, Cambridge และ University of Waterloo ต่างเปิดหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อรองรับความต้องการบุคลากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลายฝ่ายมองว่าโลกกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรด้านควอนตัมอย่างรุนแรง เนื่องจากความต้องการเพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนด้านการศึกษาและทุนวิจัยเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้
สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับ Quantum Technology หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันทำงานด้วยข้อมูลแบบบิต (Bit) ซึ่งมีค่าได้เพียง 0 หรือ 1 แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้หน่วยข้อมูลที่เรียกว่า “คิวบิต” (Qubit) ซึ่งสามารถอยู่ในสถานะ 0 และ 1 พร้อมกันได้ในเวลาเดียวกันตามหลักการทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า Superposition
หากเปรียบเทียบง่าย ๆ คอมพิวเตอร์ทั่วไปเหมือนคนที่ต้องลองเปิดกุญแจทีละดอก แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถทดลองกุญแจจำนวนมหาศาลพร้อมกันในคราวเดียว จึงมีศักยภาพในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากได้รวดเร็วกว่าหลายล้านเท่าในบางกรณี
อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญคือ Quantum Entanglement หรือการเชื่อมโยงกันของอนุภาคควอนตัม ซึ่งทำให้คิวบิตหลายตัวสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้สามารถคำนวณปัญหาขนาดใหญ่ที่คอมพิวเตอร์ปัจจุบันแทบไม่สามารถจัดการได้
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า Quantum Technology จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้ายาและวัคซีน การออกแบบวัสดุใหม่ การพัฒนาแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง การบริหารระบบโลจิสติกส์ การเงิน การเข้ารหัสข้อมูล ความมั่นคงทางไซเบอร์ พลังงานสะอาด และการจำลองสภาพภูมิอากาศโลก
ด้วยศักยภาพดังกล่าว หลายฝ่ายจึงมองว่า Quantum Technology อาจเป็น “คลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่” หลังยุค AI และเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันสำคัญที่สุดของโลกในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
สำหรับประเทศไทย แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การเตรียมบุคลากรด้านฟิสิกส์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูงตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคควอนตัมอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศที่มีคนพร้อมก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้กำหนดอนาคต มากกว่าการเป็นเพียงผู้ตามเทคโนโลยีจากต่างประเทศ