Paris Fashion Week ฤดูกาล Spring/Summer 2027 ปิดฉากลงพร้อมคำถามที่ไม่ได้อยู่แค่บนรันเวย์ว่า ฤดูกาลหน้าจะมีเทรนด์อะไร แต่รวมถึงคำถามสำคัญกว่านั้นว่า แฟชั่นลักชัวรีจะสร้างความต้องการซื้อได้อย่างไร ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ตลอดสัปดาห์ของแฟชั่นวีคระหว่างวันที่ 28 กันยายนถึง 6 ตุลาคม ปารีสมี 68 โชว์ และ 34 พรีเซนเทชัน ลดลงจากฤดูกาล Spring/Summer 2026 ที่มี 74 โชว์และ 37 พรีเซนเทชัน ขณะเดียวกันหลายแบรนด์ใหญ่กำลังอยู่ในช่วงวางทิศทางใหม่ภายใต้ครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนใหม่หรือทีมออกแบบชุดใหม่ ทำให้ SS2027 เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่อุตสาหกรรมจับตาการเปลี่ยนผ่านของแบรนด์ระดับโลกอย่างใกล้ชิด

โจทย์เรื่อง “ขายได้” กลายเป็นประเด็นสำคัญขึ้นในช่วงที่ตลาดลักชัวรีไม่ได้เติบโตง่ายเหมือนในช่วงก่อนหน้า รายงานที่ถูกหยิบมาพูดถึงระหว่างแฟชั่นวีคระบุว่า ผู้บริโภคราว 60 ล้านคนถอนตัวออกจากตลาดลักชัวรีนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่ราคาสินค้าหรูเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แบรนด์ต้องกลับมาทบทวนว่าการตั้งราคาสูงจะต้องแลกมาด้วยคุณค่าอะไรที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง

คำตอบที่เห็นได้บนรันเวย์ปารีสไม่ได้หมายถึงการลดระดับความหรูหรือทำเสื้อผ้าให้เรียบง่ายลงทั้งหมด แต่เป็นการหาวิธีทำให้ งานออกแบบ งานฝีมือ และความสามารถในการสวมใส่ อยู่ร่วมกันได้มากขึ้น

Loewe เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน โดยคอลเลกชันครบรอบ 180 ปีของแบรนด์ให้ความสำคัญกับเครื่องหนังที่มีรูปทรงนุ่มขึ้นและเดรสประดับลูกปัดแก้ว แทนการพึ่งพาเทคนิคหรือเอฟเฟกต์บนรันเวย์เพียงอย่างเดียว แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความพยายามทำให้สินค้าดูมีเหตุผลมากขึ้นเมื่อถูกนำออกจากเวทีแฟชั่นและเข้าสู่ชีวิตจริง

ขณะที่ Dior ภายใต้ Jonathan Anderson ยังคงเดินหน้าตีความรหัสเดิมของแบรนด์ ทั้ง Bar Jacket และกระโปรงทรงวงกลม แต่ปรับให้มีน้ำหนักเบาและร่วมสมัยขึ้น โดยใช้เทคนิคอย่างการตัดผ้าและงานปักเพื่อสร้างรายละเอียดโดยไม่เพิ่มน้ำหนักให้กับเสื้อผ้า

อีกทิศทางหนึ่งคือการทำให้สินค้าหรูเข้าถึงการซื้อในระดับที่กว้างขึ้นผ่านหมวดสินค้าขนาดเล็ก โดยรองเท้ากลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่หลายแบรนด์ให้ความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถถ่ายทอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ ขณะเดียวกันมีราคาที่ผู้บริโภคบางกลุ่มเข้าถึงได้ง่ายกว่าสินค้าหลักอย่างกระเป๋าหรือเสื้อผ้าระดับไฮเอนด์

Louis Vuitton เลือกอีกแนวทางหนึ่ง ด้วยการนำเรื่อง “การใช้งาน” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ Nicolas Ghesquière นำเสนอเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักเบาและระบายอากาศได้มากขึ้น ทั้งเดรสสายเดี่ยว กระโปรงโปร่ง และกางเกงทรงกว้างที่มีช่องเปิดด้านข้าง โดยเชื่อมโยงกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและการใช้ชีวิตในเมือง

สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้โลโก้บนคอลเลกชันมีค่อนข้างจำกัด โดยปรากฏบนกระเป๋าเพียงบางใบและเสื้อแจ็กเก็ตบางตัว ซึ่ง Reuters มองว่าอาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาด ขณะที่ยอดขายกระเป๋าที่มีโมโนแกรมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เผชิญแรงกดดันจากผู้บริโภคกลุ่มชนชั้นกลางที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การกลับมาของเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริงไม่ได้หมายความว่าแฟชั่นปารีสจะละทิ้งความหวือหวา Saint Laurent ยังคงใช้การแสดงที่เต็มไปด้วยภาพจำและความอลังการ ส่วนแบรนด์อื่นยังคงใช้เทคนิคงานฝีมือและการนำเสนอที่สร้างประสบการณ์ เพื่อรักษาความรู้สึกพิเศษซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสินค้าลักชัวรี

โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่าง “แฟชั่น” กับ “การขาย” แต่เป็นการทำให้สองสิ่งนี้ทำงานร่วมกันได้ ในตลาดที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นและตั้งคำถามกับราคาสินค้าหรูมากกว่าเดิม

Paris Fashion Week SS2027 จึงสะท้อนทิศทางหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นของอุตสาหกรรม นั่นคือแบรนด์ไม่สามารถพึ่งชื่อเสียงหรือโลโก้เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป สิ่งที่อยู่บนรันเวย์ต้องสร้างทั้งความสนใจ ความต้องการ และเหตุผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าการจ่ายเงินให้กับสินค้าชิ้นหนึ่งนั้น “คุ้มค่า” ในแบบที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร

ท้ายที่สุด คำว่า “commercial” ในแฟชั่นอาจไม่ได้หมายถึงการทำเสื้อผ้าให้ธรรมดาหรือขายง่ายที่สุด แต่หมายถึงการสร้างสินค้าที่ผู้บริโภค อยากได้มากพอที่จะจ่ายเงิน ไม่ว่าจะเพราะการออกแบบ งานฝีมือ เรื่องราว หรือสถานะทางวัฒนธรรมที่สินค้านั้นมอบให้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *