พื้นที่เศรษฐกิจสร้างได้ แต่ถ้าไม่มีที่รับน้ำ เมืองอาจจ่ายแพงกว่าที่คิด
กรุงเทพฯ กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงเรื่อง “จะสร้างแก้มลิงหรือไม่” แต่คือคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมืองควรจัดสรรที่ดินอย่างไร ระหว่างพื้นที่ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กับพื้นที่ที่ต้องสงวนไว้เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม
ประเด็น “แก้มลิงตามแนวพระราชดำริ รัชกาลที่ 9” กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง หลังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับพื้นที่บึงรับน้ำหลายแห่งทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณคลองคู้บอน คลองบางชัน และคลองสามวา
แต่ข้อเท็จจริงที่ควรแยกออกจากกระแสข่าว คือ การที่พื้นที่ไม่ปรากฏในผังหรือโครงการยังเดินหน้าไม่ถึงขั้นเวนคืน ไม่ได้เท่ากับมีคำสั่ง “ยกเลิก” อย่างเป็นทางการ
จากแนวพระราชดำริ สู่แผนจัดการน้ำของกรุงเทพฯ
แนวคิดสำคัญของระบบจัดการน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ คือการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ ก่อนค่อย ๆ ระบายเข้าสู่ระบบคลองและออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและทะเล
พื้นที่คู้บอนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน กทม.เคยศึกษาการจัดทำบึงรับน้ำในพื้นที่ประมาณ 130 ไร่ โดยออกแบบให้ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่แก้มลิงประมาณ 91 ไร่ และสามารถกักเก็บน้ำได้ราว 870,000 ลูกบาศก์เมตร ส่วนพื้นที่ที่เหลือมีแนวคิดพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ
โครงการดังกล่าวมีรากฐานจากการศึกษาระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ และการจัดหาพื้นที่ลุ่มต่ำทางตะวันออก ซึ่ง กทม.ระบุว่าเป็นแนวทางที่สืบเนื่องจากการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการจัดการน้ำของรัชกาลที่ 9
กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่ถูกทิ้งไว้ไม่ใช่เพียง “บึงหนึ่งบึง” แต่เป็นแนวคิดการออกแบบเมืองที่มองว่า พื้นที่บางส่วนต้องทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แม้พื้นที่นั้นจะไม่ได้สร้างรายได้โดยตรงก็ตาม
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อที่ดินรับน้ำ กลายเป็นที่ดินเศรษฐกิจ
เอกสารของสำนักการระบายน้ำ กทม. แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ฝั่งตะวันออกมีแนวคิดจัดหาบึงรับน้ำหลายแห่ง เช่น บริเวณคลองบางชันประมาณ 39 ไร่ คลองสามวา 1 ประมาณ 127 ไร่ และคลองสามวา 2 ประมาณ 133 ไร่ รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในระบบคลองฝั่งตะวันออก
ในเชิงผังเมือง พื้นที่เหล่านี้มีโจทย์สองด้านที่ขัดกันโดยธรรมชาติ
ด้านหนึ่งคือ มูลค่าที่ดิน
เมื่อกรุงเทพฯ ขยายตัว พื้นที่ชานเมืองกลายเป็นทำเลที่อยู่อาศัย ถนน ระบบขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ราคาที่ดินจึงเพิ่มขึ้น และแรงจูงใจในการนำที่ดินไปพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยหรือพาณิชยกรรมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อีกด้านหนึ่งคือ มูลค่าของพื้นที่ว่างต่อระบบป้องกันน้ำท่วม
พื้นที่ว่างหนึ่งแปลงอาจมีราคาตลาดสูงมาก แต่ในทางเศรษฐศาสตร์เมือง พื้นที่เดียวกันอาจมี “มูลค่าหลีกเลี่ยงความเสียหาย” หากใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ
นี่คือหัวใจของปัญหา
พื้นที่รับน้ำอาจไม่ได้สร้าง GDP โดยตรง แต่ทำหน้าที่ลดความสูญเสียของ GDP เมื่อเกิดน้ำท่วม
คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “เวนคืนแพงไหม?”
กรณีคู้บอนสะท้อนปัญหานี้ได้ดี
เมื่อปี 2563 กทม.ระบุว่ายังไม่สามารถกำหนดแนวเขตเวนคืนได้ เนื่องจากยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาเวนคืน ขณะที่ในพื้นที่เริ่มมีความกังวลเรื่องการถมดินและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
ต่อมา กทม.ยังเดินหน้าออกแบบโครงการ โดยระบุว่าจะใช้พื้นที่ประมาณ 91 ไร่เป็นแก้มลิง ความจุประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมปรับปรุงระบบคลองสายหลักควบคู่กันไป
แต่ในปี 2567 สำนักการระบายน้ำ กทม.ชี้แจงว่าได้มีการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าของโครงการ เนื่องจากเงื่อนไขของพื้นที่และต้นทุนเปลี่ยนไป และต้องพิจารณาว่าการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวยังเหมาะสมกับระบบระบายน้ำโดยรวมเพียงใด
ดังนั้น คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญกว่าคำว่า “ยกเลิกหรือไม่” คือ
ถ้าไม่ซื้อที่ดินเพื่อทำแก้มลิง แล้วเมืองจะซื้ออะไรมาแทนเพื่อรับความเสี่ยงจากน้ำท่วม?
เพราะ “ต้นทุนไม่สร้าง” ก็เป็นต้นทุนเช่นกัน
นี่เป็นจุดที่การวิเคราะห์โครงการสาธารณะมักแตกต่างจากการคำนวณโครงการเอกชน
เอกชนถามว่า
ลงทุนเท่าไร → ได้รายได้เท่าไร
แต่โครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำต้องถามเพิ่มว่า
ลงทุนเท่าไร → ลดความเสียหายได้เท่าไร
ตัวอย่างเช่น หากเมืองไม่ลงทุนในพื้นที่รับน้ำ แต่ปล่อยให้พื้นที่นั้นถูกพัฒนาเต็มรูปแบบ มูลค่าทางเศรษฐกิจของที่ดินอาจเพิ่มขึ้นจริง ทั้งจากบ้าน ร้านค้า ถนน และกิจกรรมทางธุรกิจ
แต่เมื่อเกิดฝนหนัก ระบบระบายน้ำต้องรับน้ำในพื้นที่ที่ไม่มีพื้นที่หน่วงน้ำเพียงพอ
ความเสียหายจึงอาจเกิดขึ้นกับ
- บ้านเรือนและทรัพย์สิน
- รถยนต์
- ร้านค้าและสต็อกสินค้า
- โรงงานและคลังสินค้า
- ถนนและระบบขนส่ง
- ชั่วโมงการทำงานที่สูญเสียไป
- การเดินทางของประชาชน
- การส่งสินค้า
- รายได้ของ SMEs
- ค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำและฟื้นฟูพื้นที่
ดังนั้น กำไรจากการพัฒนาที่ดินกับต้นทุนความเสี่ยงน้ำท่วมต้องถูกนำมาคิดในสมการเดียวกัน
ปี 2569 กำลังส่งสัญญาณว่า “ต้นทุนของน้ำ” ไม่ใช่เรื่องสมมติ
สถานการณ์น้ำท่วมในเดือนกันยายน 2569 ทำให้คำถามนี้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเบื้องต้นว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัดในช่วงปลายเดือนกันยายน อาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสุทธิประมาณ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03–0.11% ของ GDP ภายใต้กรอบสถานการณ์ 3–7 วัน โดยกิจกรรมค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ การเดินทาง และ SMEs ได้รับผลกระทบโดยตรง
อีกการประเมินหนึ่งจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในช่วง 5 วันไว้ราว 12,283 ล้านบาท ในกรณีฐาน และย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “ถ้ามีแก้มลิงคู้บอนแล้วจะป้องกันความเสียหายได้ทั้งหมด” เพราะไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้จากข้อมูลที่มี
แต่ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญว่า
น้ำท่วมมีต้นทุนทางเศรษฐกิจจริง และต้นทุนดังกล่าวสามารถสูงกว่าต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำในบางพื้นที่ได้
ธนาคารโลกเองก็ประเมินว่า กรุงเทพฯ และพื้นที่อุตสาหกรรมโดยรอบยังมีความเปราะบางต่อน้ำท่วม และในสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงระดับหนึ่งในอนาคต ผลผลิตทางเศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
“พื้นที่เศรษฐกิจ” กับ “พื้นที่รับน้ำ” จึงไม่ควรถูกมองเป็นศัตรูกัน
โจทย์ที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง
แก้มลิง VS การพัฒนาเศรษฐกิจ
แต่คือการออกแบบให้
แก้มลิง + เศรษฐกิจ + พื้นที่สาธารณะ
อยู่ร่วมกันได้
ตัวอย่างคู้บอนเองเคยมีแนวคิดให้พื้นที่ส่วนที่ไม่ได้ขุดเป็นแก้มลิงพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ ขณะที่พื้นที่แก้มลิงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ
ในต่างประเทศ เมืองจำนวนมากก็ใช้แนวคิดเดียวกัน คือไม่ได้มองพื้นที่รับน้ำเป็น “พื้นที่เสียประโยชน์” แต่เป็นพื้นที่โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถใช้ประโยชน์อื่นในช่วงเวลาปกติได้
สนามกีฬา สวนสาธารณะ พื้นที่เปิดโล่ง หรือพื้นที่นันทนาการ สามารถออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราวในช่วงฝนรุนแรงได้ หากออกแบบระบบวิศวกรรมให้เหมาะสม
นี่อาจเป็นทิศทางที่กรุงเทพฯ ต้องคิดให้มากขึ้น
สิ่งที่ต้องถาม กทม. จึงไม่ใช่เพียง “จะทำหรือไม่ทำ”
แต่ควรถามเป็นชุดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ว่า
1. พื้นที่รับน้ำเดิมแต่ละแห่งมีความจุเท่าไร?
2. ปัจจุบันพื้นที่เหล่านั้นยังคงสภาพเดิมอยู่เท่าไร และถูกพัฒนาไปแล้วเท่าไร?
3. หากไม่เวนคืน จะสูญเสียความสามารถในการหน่วงน้ำกี่ลูกบาศก์เมตร?
4. ระบบคลอง สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ และพื้นที่รับน้ำแห่งอื่น สามารถชดเชยปริมาตรดังกล่าวได้เท่าไร?
5. ต้นทุนเวนคืนและก่อสร้างเทียบกับมูลค่าความเสียหายที่สามารถหลีกเลี่ยงได้เป็นอย่างไร?
และข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด
6. หากไม่ทำแก้มลิง แล้ว “แผนทดแทน” คืออะไร?
เพราะการบอกว่าโครงการเดิมไม่คุ้มค่าเพียงอย่างเดียว ยังไม่ตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยง
หากเมืองตัดสินใจไม่ซื้อพื้นที่รับน้ำ เมืองจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ามีระบบอื่นที่สามารถรับความเสี่ยงนั้นแทนได้จริง
ผังเมืองฉบับที่ 4 ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
อีกประเด็นที่ต้องระวังคือการนำร่างผังเมืองฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการตามกฎหมาย ไปสรุปว่าเป็น “คำสั่งยกเลิกแก้มลิง”
ปัจจุบัน กทม.ระบุว่าร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 อยู่ในขั้นตอน ปิดประกาศ 90 วัน ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม–9 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้ตามกฎหมายผังเมือง
นอกจากนี้ ร่างผังเมืองฉบับดังกล่าวมีทั้งแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนผังที่โล่ง โครงสร้างพื้นฐาน และ แผนผังแสดงผังน้ำ ซึ่งหมายความว่าการอ่านเรื่องนี้ควรดูทั้งชุดเอกสาร ไม่ใช่ดูเพียงสีการใช้ประโยชน์ที่ดินบนแผนที่หนึ่งแผ่น
บทสรุป: เมืองอาจสร้างมูลค่าจากที่ดินได้ แต่ต้องไม่ลืมมูลค่าของ “การไม่เกิดน้ำท่วม”
ประเด็นแก้มลิงตามแนวพระราชดำริจึงไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงคำถามว่า
“ใครยกเลิก?”
แต่ควรถามว่า
“กรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์จัดการความเสี่ยงน้ำอย่างไร?”
การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น เมืองต้องมีบ้าน ต้องมีธุรกิจ ต้องมีงาน และต้องใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์
แต่พื้นที่รับน้ำก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานเช่นเดียวกับถนน รถไฟฟ้า สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ
ถนนที่ไม่มีรถวิ่งอาจดูเหมือนเสียประโยชน์ในบางเวลา แต่เรายังต้องสร้างไว้เพื่อรองรับการเดินทาง
พื้นที่รับน้ำก็เช่นกัน
ในวันที่ไม่มีน้ำ พื้นที่รับน้ำอาจดูเหมือน “ที่ดินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่”
แต่ในวันที่ฝนตกหนักที่สุดของเมือง พื้นที่เดียวกันอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีค่ามหาศาล
ดังนั้นโจทย์ของกรุงเทพฯ อาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง “พัฒนาเศรษฐกิจ” กับ “รักษาแก้มลิง”
แต่คือการตอบให้ได้ว่า
เราจะสร้างเศรษฐกิจบนพื้นที่เสี่ยงน้ำอย่างไร โดยไม่ทำลายความสามารถของเมืองในการรับมือกับน้ำ?
เพราะหากการประหยัดงบประมาณหรือหลีกเลี่ยงต้นทุนเวนคืนในวันนี้ ทำให้เมืองต้องจ่ายค่าความเสียหายจากน้ำท่วมในวันข้างหน้าเป็นหลักหมื่นล้านบาท การลงทุนที่ดู “แพง” ในวันนี้ อาจไม่ได้แพงที่สุดเมื่อมองตลอดอายุของเมือง
เมืองที่ยั่งยืนจึงไม่ได้วัดเพียงว่าใช้ที่ดินสร้างรายได้ได้มากแค่ไหน แต่ต้องวัดด้วยว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติ เมืองสามารถรักษาเศรษฐกิจที่สร้างขึ้นมาเหล่านั้นไว้ได้มากแค่ไหน