นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ สหราชอาณาจักร เสนอทฤษฎีใหม่ที่อาจช่วยไขหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวาล โดยชี้ว่า “สสารมืด” (Dark Matter) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 85% ของสสารทั้งหมดในเอกภพ อาจมีความเกี่ยวข้องกับ “มิติที่ 5” ที่ซ่อนอยู่ และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังไม่สามารถตรวจจับสสารมืดได้โดยตรงจนถึงปัจจุบัน
แม้นักดาราศาสตร์จะไม่สามารถมองเห็นสสารมืดได้ แต่การมีอยู่ของมันถูกอนุมานจากแรงโน้มถ่วงที่ยึดเหนี่ยวกาแล็กซีและกระจุกกาแล็กซีไว้ หากไม่มีสสารมืด ดาวฤกษ์จำนวนมากจะเคลื่อนที่เร็วเกินกว่าที่แรงโน้มถ่วงของสสารปกติจะยึดไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถตรวจพบอนุภาคของสสารมืดด้วยเครื่องตรวจวัดใด ๆ ได้เลย
งานวิจัยล่าสุดเสนอว่า สสารมืดอาจไม่ได้อยู่เฉพาะในเอกภพ 4 มิติที่เรารับรู้ (3 มิติของอวกาศและ 1 มิติของเวลา) แต่ได้รับอิทธิพลจาก “มิติอวกาศที่ 5” ซึ่งมีขนาดเล็กมากและซ่อนอยู่ ภายในแบบจำลองดังกล่าว นักวิจัยเสนอการมีอยู่ของอนุภาคสมมุติที่เรียกว่า Dark Photon ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการปฏิสัมพันธ์ของสสารมืด โดยโครงสร้างทางเรขาคณิตของมิติที่ 5 จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ “เรโซแนนซ์” (Resonance) หรือการสั่นพ้องตามธรรมชาติ ส่งผลให้สสารมืดมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการสังเกตทางดาราศาสตร์ และในขณะเดียวกันก็ยังคงยากต่อการตรวจจับด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน
นักวิจัยระบุว่า แนวคิดนี้แตกต่างจากแบบจำลองก่อนหน้า เพราะไม่ต้องอาศัยการกำหนดค่าพารามิเตอร์ที่ละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ แต่ปล่อยให้คุณสมบัติของสสารมืดเกิดขึ้นเองจากเรขาคณิตของมิติพิเศษ ซึ่งทำให้แบบจำลองมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น และอาจเป็นแนวทางใหม่ในการออกแบบการทดลองเพื่อค้นหาสสารมืดในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่านี่เป็น แบบจำลองเชิงทฤษฎี ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Physical Review D และยังไม่มีหลักฐานเชิงทดลองยืนยันว่ามิติที่ 5 หรืออนุภาค Dark Photon มีอยู่จริง การพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวจะต้องอาศัยการทดลองและการสังเกตเพิ่มเติมในอนาคต หากได้รับการยืนยัน อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของจักรวาล และธรรมชาติของสสารมืดที่นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหามานานหลายสิบปี