กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดข้อมูลเชิงลึก นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถือครองโฉนดที่ดิน 36,277 ราย รวม 305,838 แปลง เนื้อที่กว่า 1.06 ล้านไร่ ขณะที่ฐานนิติบุคคลที่อยู่ในการกำกับดูแลมี 125,622 ราย เตรียมใช้ข้อมูลเชื่อมโยงกับกรมที่ดินเพื่อคัดกรองความเสี่ยงและขยายผลตรวจสอบ
เกมตรวจสอบการถือครองที่ดินของนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกำลังเข้าสู่โหมดเข้มข้น หลัง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดข้อมูลฐานนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเดินหน้าประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการตรวจสอบปัญหานอมินีและการใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า จากนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 125,622 ราย มีจำนวน 123,542 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์หรือโฉนดที่ดิน โดยในจำนวนนี้มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนดที่ดิน 36,277 ราย หรือประมาณ 29.36% ของกลุ่มที่มีการถือครองที่ดินดังกล่าว
ที่น่าจับตาคือ นิติบุคคลกลุ่มดังกล่าวถือครองโฉนดที่ดินรวม 305,838 แปลง คิดเป็นประมาณ 24.10% ของจำนวนแปลงในฐานข้อมูลที่มีการรายงาน และมีเนื้อที่รวม 1,064,265.38 ไร่ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนขนาดของฐานข้อมูลที่ภาครัฐสามารถนำไปใช้ในการคัดกรองและตรวจสอบเชิงลึกได้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่านิติบุคคลทั้ง 36,277 ราย หรือที่ดินทั้ง 305,838 แปลง เป็นกรณีนอมินีหรือเป็นการกระทำผิดกฎหมายทั้งหมด แต่เป็นข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และคัดกรองความเสี่ยง โดยการจะระบุว่ารายใดเข้าข่ายนอมินีจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้น แหล่งที่มาของเงิน และการควบคุมกิจการเป็นรายกรณี
จาก “รายชื่อบริษัท” สู่การตรวจสอบทรัพย์สิน
จุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานครั้งนี้อยู่ที่การนำข้อมูลจากทะเบียนนิติบุคคลมาเชื่อมโยงกับข้อมูลการถือครองที่ดิน ทำให้ภาครัฐสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง บริษัท–ผู้ถือหุ้น–ทรัพย์สิน ได้ละเอียดขึ้น
แนวทางดังกล่าวช่วยให้การตรวจสอบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคำถามว่า “ใครเป็นผู้ถือหุ้น” แต่สามารถขยายไปถึงคำถามว่า บริษัทนั้นถือครองทรัพย์สินอะไร อยู่ที่ไหน และมีความเชื่อมโยงกับบุคคลหรือโครงสร้างธุรกิจใดบ้าง
นี่คือเหตุผลที่การใช้ Big Data ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแล เพราะข้อมูลจำนวนมากสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อค้นหารูปแบบที่ผิดปกติ ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
1.06 ล้านไร่ ไม่ใช่ตัวเลขที่มองข้ามได้
ตัวเลขพื้นที่กว่า 1.06 ล้านไร่ ทำให้ประเด็นการถือครองที่ดินของนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนกลายเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวที่มีการลงทุนจากต่างชาติสูง
แต่การมีต่างชาติร่วมลงทุนหรือการที่นิติบุคคลถือครองที่ดิน ไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายไทยเปิดช่องให้การลงทุนของต่างชาติสามารถดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดที่กำหนด
ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐต้องตรวจสอบต่อคือโครงสร้างการลงทุนมีความถูกต้องหรือไม่ มีการใช้บุคคลไทยถือหุ้นแทนหรือไม่ และมีพฤติการณ์ใดที่เข้าข่ายหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือไม่
Big Data จะทำอะไรต่อ?
เมื่อข้อมูลจากหลายหน่วยงานถูกนำมาเชื่อมโยงกัน ขั้นต่อไปจึงอยู่ที่การคัดกรอง “กลุ่มเสี่ยง” เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการตรวจสอบ ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกบริษัทด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมด
กรณีที่พบความผิดปกติอาจถูกขยายผลไปยังข้อมูลอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ประวัติการจดทะเบียน การถือครองทรัพย์สิน หรือข้อมูลทางการเงินที่หน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่
แนวทางนี้จึงเปลี่ยนภาพการทำงานจากการตรวจสอบแบบแยกส่วน ไปสู่การ เชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงาน เพื่อให้เห็นภาพรวมของธุรกิจและทรัพย์สินมากขึ้น
จับตา “นอมินี” รอบใหม่
ประเด็นสำคัญที่สุดหลังจากเปิดฐานข้อมูลขนาดใหญ่ไม่ใช่จำนวน 305,838 แปลงเพียงอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า ในจำนวนนี้มีกรณีใดที่พบความผิดปกติและเข้าข่ายต้องตรวจสอบเชิงลึกบ้าง
เพราะการตรวจสอบนอมินีจำเป็นต้องแยกระหว่างการลงทุนจากต่างชาติที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กับการใช้บุคคลไทยเป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย
หาก Big Data สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานของภาครัฐจะเปลี่ยนจากการ “ไล่หาทีละบริษัท” ไปสู่การมองเห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่าง นิติบุคคล ผู้ถือหุ้น และทรัพย์สิน ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบมีเป้าหมายและตรงจุดมากขึ้น
จากฐานข้อมูล 125,622 นิติบุคคล สู่ 36,277 รายที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนด รวม 305,838 แปลง กว่า 1.06 ล้านไร่ จึงต้องจับตาว่า การนำข้อมูลเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถค้นพบรูปแบบการถือครองที่ผิดปกติได้มากน้อยเพียงใด
เพราะตัวเลข 305,838 แปลงอาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการตรวจสอบครั้งใหญ่ ไม่ใช่บทสรุปว่าทั้งหมดคือคดีนอมินี