หนึ่งในคำถามสำคัญของการลงทุนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์คือ ซื้อแล้วใช้งานได้นานแค่ไหน เพราะหุ่นยนต์ไม่ได้มีอายุการใช้งานเพียงตัวเลขเดียวเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป แต่ขึ้นอยู่กับแบตเตอรี่ มอเตอร์ ข้อต่อ เซนเซอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และลักษณะงานที่นำไปใช้

ตัวอย่างเช่น Unitree G1 ระบุแบตเตอรี่ความจุ 9,000 mAh และใช้งานต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมงต่อการชาร์จ ขณะที่ตัวเครื่องมีข้อต่อ 23 จุดในรุ่นพื้นฐาน และมีรุ่นที่เพิ่มเป็น 23-43 จุด ขึ้นอยู่กับรุ่นและการกำหนดค่า

ดังนั้น เมื่อประเมิน “อายุการใช้งาน” ต้องแยกเป็นอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่

1. อายุแบตเตอรี่
แบตเตอรี่เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่เสื่อมตามรอบการใช้งาน และอาจต้องเปลี่ยนก่อนส่วนอื่นของตัวหุ่นยนต์ ผู้ผลิตบางรายจึงออกแบบให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็ว เช่น UBTECH Walker S2 ใช้ระบบแบตเตอรี่คู่และสามารถสลับแบตเตอรี่ได้อัตโนมัติภายในประมาณ 3 นาที เพื่อให้เหมาะกับการทำงานต่อเนื่องในโรงงาน

2. อายุของชิ้นส่วนกลไก
มอเตอร์ ข้อต่อ ชุดส่งกำลัง ลูกปืน มือ และสายไฟ ล้วนมีการสึกหรอ โดยเฉพาะหุ่นยนต์ที่เดิน ยกของ หรือทำงานซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน จึงต้องมีการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนตามสภาพ

3. อายุของระบบซอฟต์แวร์และ AI
ตัวหุ่นยนต์อาจยังทำงานได้ แต่ซอฟต์แวร์ ระบบ AI หรือคอมพิวเตอร์ประมวลผลอาจล้าสมัยก่อนตัวโครงสร้าง ทำให้การอัปเดตซอฟต์แวร์และความสามารถในการพัฒนาระบบมีผลต่อ “อายุใช้งานเชิงเศรษฐกิจ” ด้วย

มีค่าซ่อมบำรุงหรือไม่?

มี และถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ผู้ซื้อควรนำมาคำนวณตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ดูเฉพาะราคาซื้อ

Unitree ระบุว่าการบำรุงรักษาสามารถรวมถึงการตรวจสอบ ซ่อม หรือเปลี่ยนชิ้นส่วน และมีบริการหลังหมดประกันแบบมีค่าใช้จ่าย ขณะที่การใช้งานผิดวิธี การตก กระแทก น้ำ ความชื้น การใช้แบตเตอรี่หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการดัดแปลงเครื่อง อาจไม่อยู่ในเงื่อนไขรับประกัน

Unitree ยังมีระบบที่ช่วยตรวจสอบอุณหภูมิ สัญญาณเตือน และข้อมูลของเครื่อง รวมถึงการคาลิเบรตมอเตอร์และ IMU เพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อนของข้อต่อจากการใช้งานระยะยาว

ฝั่ง UBTECH ระบุการรับประกันผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ 1 ปี และครอบคลุมชิ้นส่วนหลายประเภท เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ เซนเซอร์ กล้อง และ LiDAR ภายใต้เงื่อนไขของบริษัท ส่วนการซ่อมนอกประกันจะมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วน

แล้วอันตรายจากการใช้งานมีอะไรบ้าง?

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แตกต่างจากอุปกรณ์ไอทีทั่วไป เพราะมีมอเตอร์และระบบกลไกที่สามารถสร้างแรงและเคลื่อนที่ด้วยน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัม หากระบบควบคุมผิดพลาด หุ่นยนต์ล้ม ชนคน หรือหนีบอวัยวะ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินได้

Unitree เองระบุว่าหุ่นยนต์มีโครงสร้างซับซ้อนและมีกำลังสูง ผู้ใช้ควรรักษาระยะปลอดภัยจากตัวหุ่นยนต์ และไม่ควรดัดแปลงหรือใช้งานในลักษณะที่เป็นอันตราย

สำหรับโรงงาน การออกแบบพื้นที่ทำงานจึงมีความสำคัญ ไม่ควรมองเพียงว่าหุ่นยนต์ “เดินได้” แต่ต้องมีระบบหยุดฉุกเฉิน การตรวจจับคนและสิ่งกีดขวาง การจำกัดพื้นที่การทำงาน และขั้นตอนสำหรับเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง

มาตรฐาน ISO 10218-2:2025 ซึ่งครอบคลุมการใช้งานหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ระบุประเด็นด้านการออกแบบ ติดตั้ง เดินระบบ ใช้งาน บำรุงรักษา ปลดระวาง และกำจัดระบบหุ่นยนต์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมด้วย

ถ้าหุ่นยนต์หมดอายุ เอาไปไว้ที่ไหน?

“หมดอายุ” ไม่ได้หมายความว่าต้องนำทั้งตัวไปทิ้งทันที เพราะหุ่นยนต์ประกอบด้วยวัสดุหลายประเภท ทั้งโลหะ พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ แบตเตอรี่ และเซนเซอร์

แนวทางที่เป็นไปได้คือ

ซ่อมและเปลี่ยนชิ้นส่วน – หากโครงสร้างหลักยังดี การเปลี่ยนแบตเตอรี่ มอเตอร์ ข้อต่อ หรือเซนเซอร์อาจยืดอายุการใช้งานได้

นำกลับมาใช้ใหม่ – หุ่นยนต์ที่ไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนักอาจถูกนำไปใช้ในงานวิจัย การศึกษา หรือการพัฒนา AI แทน

ถอดชิ้นส่วนเพื่อรีไซเคิล – โลหะและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สามารถเข้าสู่กระบวนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนต้องเข้าสู่ระบบจัดการแบตเตอรี่ที่เหมาะสม ไม่ควรทิ้งรวมกับขยะทั่วไป

ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยล่าสุดกำลังทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยถอดแยกแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่หมดอายุ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล ซึ่งสะท้อนว่าในอนาคต “หุ่นยนต์หมดอายุ” อาจถูกนำเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแทนการทิ้งทั้งหมด

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าซื้อแล้วคุ้ม?

การคำนวณความคุ้มค่าไม่ควรดูเพียงราคาซื้อ เช่น หุ่นยนต์ G1 มีราคาเริ่มต้นที่ผู้ผลิตระบุไว้ประมาณ 13,500 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด เพราะยังต้องคำนึงถึงค่าแบตเตอรี่ อะไหล่ ซอฟต์แวร์ การบำรุงรักษา การฝึกบุคลากร การติดตั้งระบบความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการหยุดเครื่องเมื่อซ่อม

สูตรที่ธุรกิจควรดูจึงใกล้เคียงกับ

ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน ÷ ชั่วโมงทำงานที่สร้างประโยชน์จริง

แล้วนำไปเปรียบเทียบกับต้นทุนแรงงานหรือเครื่องจักรที่หุ่นยนต์เข้ามาทดแทนหรือช่วยเสริม

หุ่นยนต์จึงอาจมีความคุ้มค่าในงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน มีความเสี่ยงต่อคน หรือจำเป็นต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ทำงานได้ยาก แต่หากต้องใช้คนคอยควบคุม ซ่อมบ่อย หรือหยุดทำงานเป็นระยะ ต้นทุนจริงอาจสูงกว่าราคาที่เห็นบนป้ายมาก

บทสรุป: ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จึงไม่ได้แข่งขันกันแค่ “ใครทำหุ่นยนต์ได้เก่งที่สุด” แต่กำลังเข้าสู่การแข่งขันเรื่อง ต้นทุนต่อชั่วโมง ความทนทาน ค่าบำรุงรักษา ความปลอดภัย อายุแบตเตอรี่ การอัปเกรดซอฟต์แวร์ และการจัดการเมื่อหมดอายุ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่าหุ่นยนต์จะเปลี่ยนจากโครงการทดลองไปเป็น “แรงงานเครื่องจักร” ที่ธุรกิจใช้งานจริงในวงกว้างได้หรือไม่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *