เบงกาลูรู, อินเดีย – วงการคอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังสตาร์ทอัพ Quanfluence จากเมืองเบงกาลูรู ประเทศอินเดีย เปิดเผยการพัฒนา Quantum Computer ที่สามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิห้อง (Room Temperature) โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบทำความเย็นระดับใกล้ศูนย์สัมบูรณ์ (Absolute Zero) เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ควอนตัมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ที่อาจช่วยลดต้นทุนและขยายการใช้งานเทคโนโลยีควอนตัมในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบัน Quantum Computer ส่วนใหญ่ของโลกต้องทำงานภายในระบบทำความเย็นแบบไครโอเจนิก (Cryogenic System) ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าห้วงอวกาศ เพื่อรักษาสถานะควอนตัมของคิวบิต (Qubit) ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนและมีต้นทุนสูง ส่งผลให้การนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการติดตั้ง
Quanfluence เลือกใช้ เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonic Quantum Computing) ซึ่งอาศัยอนุภาคของแสงหรือโฟตอนเป็นตัวประมวลผลข้อมูล แทนการใช้วงจรตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Circuits) ที่ต้องพึ่งพาการทำความเย็นอย่างหนัก ส่งผลให้ระบบสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมปกติ และมีศักยภาพในการขยายขนาดเพื่อรองรับการใช้งานในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบคลาวด์ในอนาคต
บริษัทก่อตั้งโดยอดีตวิศวกรของ Texas Instruments จำนวน 3 คน ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการสร้างบริษัทด้านเซมิคอนดักเตอร์มาก่อน ก่อนหันมาศึกษาเทคโนโลยีควอนตัมอย่างจริงจัง และร่วมมือกับนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของอินเดีย เช่น Indian Institute of Technology Madras (IIT Madras) และ Indian Institute of Science Education and Research (IISER) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากแนวทางนี้สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง จะช่วยลดต้นทุนของ Quantum Computing ได้อย่างมาก เพราะไม่ต้องลงทุนในระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยให้หลายประเทศและองค์กรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีควอนตัมได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจเร่งการประยุกต์ใช้ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การค้นคว้ายา การเงิน การออกแบบวัสดุใหม่ การจำลองโมเลกุล และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ในอนาคต
แม้เทคโนโลยีดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและต้องผ่านการพิสูจน์ด้านประสิทธิภาพในระดับอุตสาหกรรม แต่การพัฒนา Quantum Computer ที่ทำงานได้ที่อุณหภูมิห้องถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ Quantum Computing ก้าวจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงในวงกว้างภายในทศวรรษหน้า