อุโมงค์ระบายน้ำเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่กรุงเทพมหานครนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาและมีข้อจำกัดด้านเส้นทางระบายน้ำบนผิวดิน
แนวคิดสำคัญของอุโมงค์ไม่ได้อยู่ที่การเก็บน้ำ แต่คือการสร้างเส้นทางระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยให้น้ำจากพื้นที่เสี่ยงสามารถเดินทางไปยังจุดระบายได้รวดเร็วขึ้น และลดภาระของคลองในบางช่วงที่ทำหน้าที่เป็นคอขวดของระบบ
สำหรับพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะลาดกระบัง ซึ่งเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง แนวคิดเรื่องการเพิ่มทางระบายน้ำใต้ดินจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถนำมาศึกษาได้
อย่างไรก็ตาม การลงทุนลักษณะนี้มีต้นทุนสูง และจำเป็นต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพทางวิศวกรรมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กัน
อุโมงค์ระบายน้ำระดับหลายพันล้านบาท
ข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นว่าโครงการอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่มีวงเงินลงทุนระดับหลายพันล้านบาท
ตัวอย่างโครงการที่ปรากฏในแผนของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ อุโมงค์บึงหนองบอนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณ 4,900 ล้านบาท อุโมงค์คลองเปรมประชากรประมาณ 6,000 ล้านบาท อุโมงค์คลองบางซื่อประมาณ 2,500 ล้านบาท และอุโมงค์แสนแสบ–ลาดพร้าวประมาณ 2,336 ล้านบาท
หากรวม 4 โครงการดังกล่าว มีวงเงินประมาณ 15,736 ล้านบาท ความยาวรวมประมาณ 34.41 กิโลเมตร และกำลังระบายรวมประมาณ 240 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามข้อมูลในแผนของสำนักการระบายน้ำ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าอุโมงค์ระบายน้ำไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก แต่เป็นการลงทุนระดับเดียวกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเมือง
นอกจากค่าก่อสร้างอุโมงค์แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนประกอบอื่น เช่น บ่อรับน้ำ สถานีสูบน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม ตลอดจนค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายในการเดินระบบตลอดอายุโครงการ
อุโมงค์ทำหน้าที่เป็น “ทางลัดของน้ำ”
ในทางวิศวกรรม อุโมงค์ระบายน้ำสามารถทำหน้าที่คล้ายทางลัด โดยรับน้ำจากพื้นที่ที่มีปัญหาการระบาย แล้วส่งต่อไปยังจุดระบายขนาดใหญ่ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา
กรณีอุโมงค์บึงหนองบอนเป็นตัวอย่างหนึ่งของแนวคิดนี้ กรุงเทพมหานครระบุว่าอุโมงค์ดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ประเวศ บางนา พระโขนง และพื้นที่ต่อเนื่อง โดยมีสถานีสูบน้ำที่มีกำลังรวม 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
หลักการสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้น้ำหายไป แต่เป็นการลดข้อจำกัดด้านเส้นทางและเวลาในการเคลื่อนย้ายน้ำ
หากคลองบางช่วงมีข้อจำกัดด้านหน้าตัด ระยะทาง หรือระดับน้ำปลายทาง อุโมงค์สามารถเข้ามาเป็นเส้นทางเพิ่มเติมได้ แต่ประสิทธิภาพของอุโมงค์จะขึ้นอยู่กับทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่รับน้ำ จุดรับน้ำ ความสามารถในการส่งน้ำเข้าสู่อุโมงค์ ไปจนถึงความสามารถในการระบายที่ปลายทาง
การสร้างอุโมงค์โดยไม่แก้ข้อจำกัดของต้นทางหรือปลายทาง จึงอาจไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบมากเท่าที่คาดหวัง
น้ำท่วมมีต้นทุนทางเศรษฐกิจมากกว่าค่าซ่อมแซม
อีกด้านหนึ่งของสมการคือความเสียหายจากน้ำท่วม
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 25–29 กันยายน 2569 ไว้ประมาณ 12,283 ล้านบาท โดยกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบประมาณ 7,014 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจตามขอบเขตการประเมิน และยังต้องแยกออกจากความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรง เช่น บ้าน รถยนต์ สินค้าคงคลัง เครื่องจักร และทรัพย์สินอื่น ๆ
ต้นทุนจากน้ำท่วมจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่มีน้ำบนถนน แต่ยังรวมถึงช่วงเวลาที่พื้นที่ไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ
ร้านค้าที่เปิดไม่ได้ โรงงานที่หยุดผลิต การขนส่งที่ล่าช้า คนที่ไม่สามารถเดินทางไปทำงาน หรือสถานศึกษาที่ต้องหยุดกิจกรรม ล้วนเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการหยุดชะงักของเมือง
ระยะเวลาน้ำท่วมเป็นตัวแปรสำคัญ
ระดับน้ำเป็นเพียงหนึ่งในตัวชี้วัดความรุนแรงของน้ำท่วม
อีกตัวแปรสำคัญคือ “ระยะเวลา”
น้ำระดับเดียวกัน หากระบายได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงกับขังต่อเนื่องหลายวัน ย่อมส่งผลต่อกิจกรรมของเมืองแตกต่างกัน
เมื่อระยะเวลาน้ำท่วมเพิ่มขึ้น ความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินมีโอกาสเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจและระบบขนส่งต้องหยุดชะงักนานขึ้น
ภาครัฐยังต้องใช้งบประมาณในการสูบน้ำ ทำความสะอาด ซ่อมแซมถนนและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด
ด้วยเหตุนี้ การประเมินประสิทธิภาพระบบระบายน้ำจึงควรพิจารณาทั้งพื้นที่น้ำท่วม ระดับน้ำสูงสุด และเวลาที่พื้นที่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ
ลาดกระบังกับโจทย์การศึกษาอุโมงค์
สำหรับลาดกระบัง การพิจารณาโครงการอุโมงค์ระบายน้ำจำเป็นต้องเริ่มจากการศึกษาระบบเดิมก่อน
พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ มีโครงข่ายคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และพื้นที่รับน้ำหลายจุด การระบายน้ำจึงเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ
การออกแบบอุโมงค์ใหม่ต้องตอบให้ได้ว่า จุดใดเป็นข้อจำกัดของระบบในช่วงฝนตกหนัก และอุโมงค์สามารถลดข้อจำกัดนั้นได้มากเพียงใด
หากปัญหาอยู่ที่คลองต้นทาง อาจต้องเพิ่มประสิทธิภาพคลองหรือสถานีสูบน้ำ
หากปัญหาอยู่ที่พื้นที่ไม่มีที่พักน้ำ การเพิ่มแก้มลิงหรือพื้นที่หน่วงน้ำอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า
แต่หากปัญหาอยู่ที่เส้นทางระบายน้ำช่วงกลางและการส่งน้ำไปยังจุดปล่อย อุโมงค์อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่เหมาะสม
ดังนั้นจึงยังไม่ควรสรุปว่าลาดกระบังจำเป็นต้องมีอุโมงค์ขนาดใหญ่โดยปราศจากแบบจำลองระบบทั้งหมด
การลงทุนต้องวัดกับความเสียหายที่ลดได้
การประเมินความคุ้มค่าของอุโมงค์ไม่สามารถนำราคาก่อสร้างไปเปรียบเทียบกับความเสียหายจากน้ำท่วมเพียงเหตุการณ์เดียวแล้วสรุปผลได้
ตัวอย่างเช่น อุโมงค์หนึ่งโครงการมีต้นทุนก่อสร้างสมมติ 5,000 ล้านบาท และมีอายุใช้งาน 50 ปี หากนำเฉพาะค่าก่อสร้างมาหารด้วยอายุโครงการ จะเท่ากับประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี
ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคำนวณเชิงตัวอย่าง และยังไม่รวมค่าบำรุงรักษา ค่าไฟฟ้า ค่าเดินระบบ ต้นทุนทางการเงิน และมูลค่าเงินตามเวลา
การประเมินจริงจึงต้องคำนวณต้นทุนตลอดอายุโครงการ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับความเสียหายจากน้ำท่วมที่สามารถลดลงได้
แนวคิดสำคัญคือการประเมิน “Expected Annual Damage” หรือความเสียหายคาดหมายเฉลี่ยต่อปี ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง ความถี่ของเหตุการณ์ ความรุนแรงของฝน พื้นที่ได้รับผลกระทบ และมูลค่าทรัพย์สินหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
หากโครงการสามารถลดความเสียหายที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตลอดอายุโครงการก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ไม่จำเป็นต้องเลือกเฉพาะคลองหรืออุโมงค์
แนวทางที่เหมาะสมกับเมืองขนาดใหญ่อาจไม่ใช่การเลือกโครงสร้างพื้นฐานเพียงประเภทเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันหลายระบบ
คลองทำหน้าที่รวบรวมและกระจายน้ำ
แก้มลิงทำหน้าที่หน่วงและพักน้ำ
สถานีสูบน้ำช่วยเร่งการเคลื่อนย้ายน้ำ
อุโมงค์ช่วยเพิ่มเส้นทางระบายในจุดที่มีข้อจำกัด
ขณะที่ระบบควบคุมแบบเรียลไทม์สามารถนำข้อมูลฝน ระดับน้ำ ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และระดับน้ำปลายทางมาประกอบการตัดสินใจ
โครงสร้างเหล่านี้จึงควรถูกมองเป็น “ระบบเดียวกัน” มากกว่าการพิจารณาเป็นโครงการแยกส่วน
KPI ต้องวัดผลที่ประชาชนสัมผัสได้
หากมีการศึกษาอุโมงค์ระบายน้ำสำหรับลาดกระบังหรือพื้นที่ฝั่งตะวันออก การประเมินโครงการควรกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น
เช่น
- ลดพื้นที่น้ำท่วมได้เท่าไร
- ลดระดับน้ำสูงสุดได้กี่เซนติเมตร
- ลดระยะเวลาน้ำท่วมได้กี่ชั่วโมง
- ลดจำนวนบ้านเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบได้เท่าไร
- ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่อปีได้เท่าไร
- มีต้นทุนตลอดอายุโครงการเท่าไร
ตัวชี้วัดเหล่านี้จะทำให้การตัดสินใจลงทุนอยู่บนพื้นฐานของผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ มากกว่าการวัดเพียงความยาวของอุโมงค์หรือขนาดงบประมาณ
“เจาะกรุงเทพฯ” ต้องเจาะตรงคอขวด
อุโมงค์ระบายน้ำมีต้นทุนระดับหลายพันล้านบาท แต่การไม่ลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำก็มีต้นทุนเช่นกัน โดยต้นทุนนั้นปรากฏในรูปของความเสียหายจากน้ำท่วมและการหยุดชะงักของกิจกรรมในเมือง
สำหรับลาดกระบัง สิ่งที่ควรเกิดขึ้นก่อนการตัดสินใจลงทุนคือการทำแบบจำลองระบบระบายน้ำอย่างละเอียด ตั้งแต่พื้นที่รับน้ำ คลองและท่อ จุดพักน้ำ สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ ไปจนถึงจุดปล่อยน้ำ
จากนั้นจึงนำทางเลือกต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกัน ทั้งการเพิ่มคลอง การเพิ่มพื้นที่แก้มลิง การเพิ่มสถานีสูบน้ำ การปรับปรุงประตูระบายน้ำ และการก่อสร้างอุโมงค์ในขนาดต่าง ๆ
เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการทำให้กรุงเทพฯ “ไม่ท่วมเลย” แต่ควรเป็นการลดความถี่ ความลึก และระยะเวลาของน้ำท่วม รวมถึงทำให้พื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนกลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต้นทุนของระบบระบายน้ำไม่ได้อยู่เฉพาะในงบก่อสร้าง
แต่อยู่ในมูลค่าความเสียหายที่เมืองต้องจ่ายทุกครั้งที่น้ำท่วม และในเวลาที่ประชาชน ธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานต้องหยุดทำงาน
การลงทุนอุโมงค์จึงควรถูกพิจารณาในฐานะส่วนหนึ่งของ “ระบบป้องกันความเสียหายของเมือง” โดยมีแบบจำลองทางวิศวกรรมและการวิเคราะห์ต้นทุน–ผลประโยชน์เป็นตัวตัดสินว่าโครงการใดควรสร้าง ขนาดเท่าไร และควรสร้างตรงจุดใด