15 สิงหาคม 2569
Google เปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ Pixel 11 Series อย่างเป็นทางการในงาน Made by Google เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมาพร้อม 4 รุ่น ได้แก่ Pixel 11, Pixel 11 Pro, Pixel 11 Pro XL และสมาร์ตโฟนพับได้ Pixel 11 Pro Fold พร้อมชูจุดเด่นด้านปัญญาประดิษฐ์ กล้อง และประสิทธิภาพการประมวลผลที่ได้รับการปรับปรุงจากรุ่นก่อน
หัวใจสำคัญของ Pixel 11 คือ Google Tensor G6 ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ที่ Google ระบุว่ามีประสิทธิภาพด้านการประมวลผล AI สูงขึ้น โดย Tensor Processing Unit หรือ TPU มีพลังประมวลผลเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับ Tensor G5 ขณะที่การประมวลผล Gemini บนอุปกรณ์ได้รับการปรับปรุงให้ตอบสนองเร็วขึ้นและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านการถ่ายภาพ Google ให้ความสำคัญกับการนำ AI เข้ามาช่วยมากขึ้น โดยเพิ่มฟีเจอร์ Magic Capture สำหรับเก็บภาพช่วงเวลาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการปรับปรุงการถ่ายภาพกลางคืนและระบบซูมที่สามารถขยายได้สูงสุด 120 เท่าในรุ่น Pro นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Camera Looks ที่ประมวลผลภาพในระดับเซ็นเซอร์ เพื่อสร้างลักษณะภาพที่แตกต่างจากการประมวลผลภาพบนสมาร์ตโฟนทั่วไป
อีกจุดที่น่าสนใจคือการนำ Gemini เข้ามามีบทบาทกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น Google วางตำแหน่ง AI ให้ทำงานเชิงรุกและปรับให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบคำถามผ่านแชตบอตเท่านั้น
ในด้านฮาร์ดแวร์ Pixel 11 ยังคงใช้ดีไซน์ที่ต่อยอดจากตระกูล Pixel แต่ปรับแถบกล้องให้บางลงและเพิ่มความทนทาน ขณะที่รุ่น Pro มาพร้อมหน้าจอที่มีความสว่างสูงสุดถึง 3,600 นิต และระบบระบายความร้อนแบบ vapor chamber เพื่อรองรับการประมวลผลที่หนักขึ้น
สำหรับราคา Pixel 11 เริ่มต้นที่ 899 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 100 ดอลลาร์จากรุ่นก่อนหน้า แต่ Google เพิ่มความจุเริ่มต้นเป็น 256GB ส่วน Pixel 11 Pro เริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์, Pixel 11 Pro XL เริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์ และ Pixel 11 Pro Fold เริ่มต้นที่ 1,899 ดอลลาร์ โดยอุปกรณ์ชุดใหม่เริ่มจัดส่งตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2569
นอกจากสมาร์ตโฟนแล้ว Google ยังเปิดตัว Pixel Tag อุปกรณ์ติดตามสิ่งของที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ Apple AirTag โดยรองรับ Bluetooth และ Ultra Wideband รวมถึงทำงานร่วมกับเครือข่าย Find Hub ของ Android ถือเป็นการขยายระบบนิเวศของ Google ให้ครอบคลุมอุปกรณ์เสริมมากขึ้น
การเปิดตัว Pixel 11 ครั้งนี้จึงสะท้อนทิศทางที่ชัดเจนของ Google ว่า AI กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดสมาร์ตโฟน โดยบริษัทไม่ได้เน้นเพียงการเพิ่มความเร็วของฮาร์ดแวร์ แต่พยายามทำให้ AI เข้าไปอยู่ในกล้อง ระบบสื่อสาร การค้นหา และการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะที่การเพิ่มราคาก็ทำให้ Pixel 11 ต้องพิสูจน์ว่าฟีเจอร์ AI และประสบการณ์ใช้งานใหม่มีมูลค่ามากพอที่จะดึงดูดผู้บริโภคจากคู่แข่งอย่าง Apple และ Samsung ได้หรือไม่