กรุงเทพฯ 21 กรกฎาคม 2569 – มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ The Centre for Addiction and Mental Health (CAMH) ประเทศแคนาดา ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดผลการศึกษาพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ด้าน เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ของไทย โดยเสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า ล้ง โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ตลาดสด ห้างค้าปลีก จนถึงผู้บริโภค พร้อมใช้ “พริก” และ “ส้ม” เป็นสินค้านำร่องในการพัฒนาระบบสอบย้อนกลับระดับชาติ

ข้อค้นพบถูกนำเสนอในเวที “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร: ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” โดยนักวิจัยระบุว่า การตรวจสารพิษตกค้างไม่ควรหยุดอยู่ที่การรายงานผลในตลาดหรือจุดจำหน่าย แต่ควรสามารถระบุแหล่งที่มาของสินค้าและสอบย้อนกลับไปยังต้นทาง เพื่อแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิต

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล นักวิจัยประจำโครงการ กล่าวว่า การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระบบอาหาร การผลิตสินค้าเกษตร การตลาด และนโยบายภาครัฐ ไม่ใช่เฉพาะระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว จึงควรมีระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหารที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ด้าน ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล ผู้ทรงคุณวุฒิคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า แม้ผักและผลไม้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่กัน เพราะการได้รับสารตกค้างในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสื่อสารจนทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคผักและผลไม้ แต่ควรพัฒนาระบบข้อมูลและการสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค

ผลการศึกษาของ รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งศึกษาห่วงโซ่อุปทานของพริกและส้ม พบว่า แม้หลายหน่วยงานมีการตรวจสารพิษตกค้าง แต่ข้อมูลยังแยกส่วน ทำให้ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าสินค้าที่พบสารตกค้างมาจากแปลงใด พริกสามารถสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้เพียงร้อยละ 7 ส่วนส้มทำได้ร้อยละ 28 ขณะที่ “ล้ง” ซึ่งเป็นจุดรวบรวมและกระจายผลผลิตส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่มีระบบกำกับดูแลด้านข้อมูลอย่างเป็นระบบ จึงเสนอให้พัฒนาเป็นศูนย์กลางข้อมูลเพื่อรองรับการสอบย้อนกลับ

งานวิจัยเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่เข้าสู่มาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ การขยายการกำกับดูแลล้งและสนับสนุนระบบข้อมูล การนำผลตรวจสารพิษตกค้างจากตลาดปลายน้ำมาใช้ประเมินและปรับปรุงการผลิตตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงการสร้างตลาดและเพิ่มความต้องการบริโภคผักผลไม้ปลอดภัย เพื่อให้เกษตรกรที่ผลิตตามมาตรฐานได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม และผู้บริโภคเข้าถึงอาหารปลอดภัยได้มากขึ้น

ผู้เข้าร่วมเวทีจากภาควิชาการ ผู้ประกอบการ ตลาดค้าส่ง และกลุ่มเกษตรกร เห็นตรงกันว่า การยกระดับความปลอดภัยของผักและผลไม้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านมาตรฐาน ระบบข้อมูล การตรวจสอบ ตลาด และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างสามารถสอบย้อนกลับและแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่แปลงปลูกถึงผู้บริโภค

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *