นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีเปิดเผยข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับบทบาทของคติความเชื่อเรื่อง “ปุษยะ” (Pushya) ว่าอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในช่วงที่วัฒนธรรมทวารวดีเจริญรุ่งเรือง ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6-11 (พุทธศตวรรษที่ 11-16) โดยเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำในการบริหารจัดการและวางรากฐานอำนาจรัฐ
​ในช่วงเวลาดังกล่าวดินแดนสุวรรณภูมิมีเมืองโบราณสำคัญหลายแห่ง

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีเปิดเผยข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับบทบาทของคติความเชื่อเรื่อง “ปุษยะ” (Pushya) ว่าอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในช่วงที่วัฒนธรรมทวารวดีเจริญรุ่งเรือง ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6-11 (พุทธศตวรรษที่ 11-16) โดยเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำในการบริหารจัดการและวางรากฐานอำนาจรัฐ
​ในช่วงเวลาดังกล่าวดินแดนสุวรรณภูมิมีเมืองโบราณสำคัญหลายแห่ง

เช่น เมืองโบราณอู่ทอง นครปฐมโบราณ และละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งเติบโตขึ้นเป็นศูนย์กลางทั้งในด้านการค้า ศาสนา และการปกครอง หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นพบในพื้นที่เหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีการรับอิทธิพลหลากหลายด้านจากอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นภาษา ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ และคติความเชื่อ

ในทางดาราศาสตร์์ “ปุษยะ” คือหนึ่งในกลุ่มดาวหรือฤกษ์มงคลอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองและความอุดมสมบูรณ์ มักใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดเวลาสำหรับพิธีกรรมและกิจกรรมสำคัญของรัฐ การค้นพบจารึกและโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับคติปุษยะในระยะหลัง จึงกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยอธิบายโครงสร้างสังคมทวารวดี

ความน่าสนใจล่าสุดคือการขุดค้นพบหลักฐานทางศิลปะโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอย่างง “แหวนทองคำ” ที่มีจารึกอักษรพราหมีโบราณ อ่านได้ความว่า “ปุสรขิตส” (Pusarakhitasa) ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งถึง “ผู้ที่ได้รับการปกป้องโดยฤกษ์หรือดาวปุษยะ” วัตถุชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับเพื่อความสวยงาม แต่การเลือกใช้โลหะมีค่าอย่างทองคำและการสลักข้อความเฉพาะเจาะจงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงงานศิลปหัตถกรรมชั้นสูงที่ผสานเข้ากับความเชื่อเชิงสัญลักษณ์อย่างแนบแน่น และเป็นสิ่งมงคลประจำตัวที่สื่อถึงพลังแห่งระบบจักรวาลและการคุ้มครองจากดวงดาวตามคติอินเดีย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *