สหรัฐฯ และจีนกำลังเตรียมจัดการหารือระดับทวิภาคีที่มุ่งเน้นเรื่อง ความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 ถือเป็นความพยายามสำคัญในการสร้างช่องทางสื่อสารระหว่างสองมหาอำนาจ ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นขึ้น

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการเปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้อาจมี สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เป็นผู้นำฝ่ายสหรัฐฯ ขณะที่ฝ่ายจีนอาจมีรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง หรือ ติง เสวี่ยเสียง เข้าร่วม อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เข้าร่วมและกำหนดการยังอยู่ระหว่างการจัดเตรียม และทำเนียบขาวยังไม่ได้ยืนยันการประชุมอย่างเป็นทางการ

หารือภัยคุกคามจาก AI

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาคือความเสี่ยงจากการนำ AI ขั้นสูงไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะ การโจมตีทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI การนำโมเดล AI ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และความแตกต่างด้านกฎระเบียบระหว่างสองประเทศ

สหรัฐฯ ยังเสนอแนวคิดให้บริษัทและห้องปฏิบัติการด้าน AI ของทั้งสองประเทศเพิ่มการติดตามความเสี่ยงด้วยตนเอง และแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อช่วยลดความเสียหายหากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น

จากคู่แข่งสู่การสร้าง “ราวกันตก”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อเป็นผู้นำด้าน AI โดยทั้งสองฝ่ายต่างพัฒนาโมเดล AI ที่มีความสามารถสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีข้อพิพาทเกี่ยวกับชิปขั้นสูง การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี และการเข้าถึงโมเดล AI

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้สหรัฐฯ และจีนจะยังเป็นคู่แข่งกัน แต่ความเสี่ยงจาก AI ขั้นสูงเป็นปัญหาที่อาจกระทบทั้งสองประเทศ การมีช่องทางสื่อสารโดยตรงจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถรับมือกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้ดีขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทั้งสองประเทศเคยหารือเรื่อง AI มาแล้ว แต่การหารือที่กำลังเตรียมขึ้นในเดือนกันยายนจะให้ความสำคัญกับ AI Safety โดยเฉพาะ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ด้านความมั่นคงไซเบอร์และความสามารถของ AI รุ่นใหม่ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือด้านความปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสองประเทศจะยุติลง ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของตนเอง

การหารือในเดือนกันยายนจึงอาจเป็นบททดสอบสำคัญว่า สองมหาอำนาจที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงจะสามารถร่วมมือกันกำหนดแนวทางลดความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเร่งพัฒนาได้มากน้อยเพียงใด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *